วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567
องค์ประกอบเพลงบอก
1)ฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอก
กลอนเพลงบอก ดัดแปลงมาจากเพลงพื้นบ้านโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “เพลงเห่ บ้าง “เพลงฉะ” บ้าง และ “แปดบท” บ้าง ในขณะเดียวกัน ณัฏฐวุธ นุราช (2560) กล่าวถึง กลอนเพลงบอกมีฉันทลักษณ์ซึ่งเป็นแบบฉบับของตัวเองที่นิยมแต่งกันทั่วไปมีอยู่หลายแบบ แต่ส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึงกันจะแตกต่างกันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นมีผู้กล่าวถึงฉันทลักษณ์ของเพลงบอกไว้ในหนังสือกลอนเพลงบอกซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2481 ว่า “วิธีว่าเพลงบอกของชาวปักษ์ใต้มีแปลก ๆ ต่าง ๆ ไม่ค่อยลงเป็นแบบเดียวกัน ที่ได้เป็นเช่นนั้นก็เป็นเพราะเพลงชนิดนี้ยังไม่มีเป็นตำรับตําราวางเป็นตัวอย่างตายตัว ใครนึกจะว่าอย่างไรก็ว่าไปตามความพอใจและความถนัดของตน จนกระทั่งแต่งลงพิมพ์ไปแล้วบ้างก็มี เช่น ในหนังสืออุปัชฌายานุสรณ์ที่พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนีที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ. 2478 มีหลายสํานวนล้วนแตกต่างกันคนละทํานองทั้งนั้น จะตัดสินชี้ขาดลงไปว่าของใครแต่งผิดของใครแต่งถูกก็ยาก เพราะไม่มีตําราโบราณที่จะยกมาอ้างเป็นพยาน” ฉันทลักษณ์ของชาวเพลงบอกในอดีตของลุ่มน้ำปากพนัง พิจารณาได้ 3 แบบดังนี้
แบบที่ 1 เป็นรูปแบบกลอนเพลงบอกระยะแรก โดยนายเรือง นาใน มีชีวิตอยู่ราวสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีความสามารถเชิงแปดบทเป็นอันมาก จนได้สมญาว่า “นายเรืองแปดบท ต่อมาขุนประดิษฐ์ได้ดัดแปลงกลอดแปดบทขึ้นเป็นกลอนเพลงบอก เรียกติดปากกันในครั้งนั้นว่า “เพลงบอกขุนประดิษฐ์” ต่อมาด้วยรูปแบบกลอนเพลงบอกยังไม่ลงตัวล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระรัตนธัชมุนี (ม่วง รัตนธัชเถร) เจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช ได้จัดระเบียบกฎเกณฑ์กลอนเพลงบอกขึ้นจนกลายเป็นกลอนเพลงบอกแบบที่ 1 เป็นกลอนเพลงบอก 1 บท ประกอบด้วย 4 วรรค สามวรรคแรกมีจำนวนคําวรรคละ6 คํา ส่วนวรรคสุดท้ายมีจำนวนคำ 4 คํา มีแผนผังบังคับดังนี้
จะเห็นได้ว่าการส่งสัมผัสมีแบบแผนที่แน่นอนตายตัว คือในบทหนึ่งๆ จะมีสัมผัสดังนี้
1. ตัวสุดท้ายของวรรคแรก จะส่งสัมผัสกับตัวที่ 3 ของวรรคที่ 2
2. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2จะส่งสัมผัสกับตัวที่ 3 ของวรรคที่ 3
3. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 3จะส่งสัมผัสกับตัวที่ 3 ของวรรคที่ 4
ส่วนการสัมผัสระหว่างบท มีการส่งสัมผัสดังนี้
1. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทแรกจะส่งสัมผัสไปยังตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่2 และตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2 ในบทที่ 3
2. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่ 3 จะส่งสัมผัสไปยังตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่ 4และตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2 ในบทที่ 5 การส่งสัมผัสระหว่างบทจะดำเนินไปอย่างเคร่งครัด เช่นนี้ไปเรื่อยจนจบเนื้อหาฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอก ซึ่งพิจารณาตามแบบที่ 1 นี้เท่าที่พบพอเป็นแบบฉบับได้ คือเพลงบอกเรื่องศาลาโกหกหรือสัจจศาลา ซึ่งเป็นผลงานของท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง) เพลงบอกบทนี้พิมพ์เผยแพร่เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านเจ้าคุณ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2478 โดยวางรูปแบบดังเช่นที่ได้กล่าวมาแล้ว
แบบที่ 2 เพลงบอกสร้อย เสียงเสนาะ (เพลงบอกสร้อยหญิง) เป็นนักทอกเพลงบอกในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นศิลปินเพลงบอกที่เริ่มเข้าสู่วงการเพลงบอก ปี พ.ศ.2475- พ.ศ.2488 ได้กล่าวถึงการทอกเพลงบอกอย่างถูกต้องตามแบบแผนดั้งเดิมที่กำหนดไว้ กลอนเพลงบอกมี 4 วรรค แต่ละวรรคมี 5 คำ 6 คำ 7 คำ ก็ได้ไม่ตายตัวแล้วแต่เนื้อหาสาระที่ใช้ขับร้อง แต่สำหรับวรรคลงท้าย 5 คำก็ดี 4 คำก็ได้ ซึ่งหากใช้ 4 คำสำหรับคนที่ไม่ชำนาญในการว่าเพลงบอกจะทอกไม่ลงจังหวะ
แบบที่ 3 ได้แนวทางมาจากหนังสือกลอนเพลงบอกของ“ชาวนครศรีธรรมราช” ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ.2481 กลอนเพลงบอกแบบนี้จัดให้เพลงบอกบทหนึ่ง มี 8 วรรค วรรคที่ 1, 2, 3 มีจำนวนคำวรรคละ 6 คํา วรรคที่ 4 มี 4 คํา วรรคที่ 5, 6, 7 มีจำนวนคำวรรคละ 6 คํา และวรรคที่ 8 มี 4 คํา มีแผนผังบังคับดังนี้
แบบที่ 4 กลอนเพลงบอก 1 บทประกอบด้วย 4 วรรคเช่นเดียวกับแบบที่ 1 แต่จำนวนคําใน 4 วรรคแรกมีจำนวนคําไม่แน่นอนคือมี 5 คําบ้าง 6 คําบ้าง 7 คําบ้าง หรือถึง 10 คําก็มี และวรรคสุดท้ายจะมีจำนวนคํา 5 คําเสมอ มีแผนผังคับดังนี้
การส่งสัมผัสของกลอนเพลงบอกในบทหนึ่ง ๆ ตามแบบที่ 2 จะไม่เคร่งครัดตายตัว เช่นแบบที่ 1 ที่ค่อนข้างส่งสัมผัสแน่นอนก็คือ ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 3 ในทุกบท จะส่งสัมผัสกับ ตัวที่ 4 ในวรรคที่ 4 เสมอไป ส่วนการส่งสัมผัสระหว่างบทก็แตกต่างไปจากแบบที่ 1 เล็กน้อย คือ
1. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทแรก จะส่งสัมผัสไปยังตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2 ในบทที่ 2
2. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่ 2 จะส่งสัมผัสไปยังตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่ 2 และตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2 ในบทที่ 4 ต่อจากนั้นการส่งสัมผัสระหว่างบทก็จะดำเนินไปตามข้อ 2 เช่นนี้เรื่อยไปจนจบเนื้อหาฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอกตามแบบที่ 2 ไม่เคร่งครัดจำนวนคําใน 3 วรรคแรก แต่วรรคสุดท้ายจะมีจำนวนคํา 5 คําเสมอ นักแต่งเพลงบอกที่นิยมฉันทลักษณ์แบบนี้ ได้แก่ เพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง เพลงบอกปรีชา สุขจันทร์ และเพลงบอกเทียน ศรีดำ เป็นต้น
แบบที่ 4 เพลงบอกทรงเครื่อง หมายถึง เพลงบอกที่เพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทองดัดแปลงขึ้นมีรูปแบบเฉพาะตัวและเครื่องประกอบจังหวะต่าง ๆ อันได้แก่ โหม่ง ฉิ่ง รำมะนา และมาราคัส โดยนำรูปแบบเก่ามาผสมผสานกับการคิดค้นใหม่เป็นนวัตกรรมที่มีสุนทรียภาพ สุนทรียรส (ณัฎฐวุธ นุราช, 2560:19) ซึ่งกลอนเพลงบอก 1 บทประกอบด้วย 4 วรรค วรรคที่1-3 จะมีจำนวนคำ 6 คำ ส่วนวรรคที่ 4 มี 5 คำโดยมีแผนผังคับดังนี้
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกลอนเพลงบอกที่นิยมใช้มากที่สุดคือแบบที่ 2 โดยใช้การแต่กลอนจะใช้ปฏิภาณ กลอนต้น หรือมุดโต สำหรับปราชญ์ที่มีไหวพริบ กลอนเพลงบอกจึงเป็นกลอนที่ซับซ้อนและ ยุ่งยากกว่ากลอนที่ใช้ในการละเล่นอย่างอื่น ผู้ว่ากลอนประเภทนี้จึงต้องมีความรอบรู้ มีไหวพริบ และปฏิภาณดี ทั้งต้องได้รับการฝึกฝนจนแม่นยําในเชิงกลอน ดังนั้นกลอนเพลงบอกที่จะไพเราะหรือไม่นั้นมีหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ (สาวิตร พงศ์วัชร์ 2542 :73)
1. คํากลอนถูกต้องตามแบบฉันทลักษณ์ ของเพลงบอก
2. โวหาร ทักษะ สํานวน มีความคมชัด คมคาย
3. มีสติ ปฏิภาน ไหวพริบ และปัญญาดี ว่องไว
4. จังหวะ ท่วงทำนอง เสียงขึ้นลงเน้นหนักให้แน่นอน
2) คณะเพลงบอก
คณะเพลงบอก หมายถึง ผู้ที่มีส่วนร่วมในการละเล่นเพลงบอกซึ่งประกอบด้วย แม่เพลงและลูกคู่ จากการสัมภาษณ์ มณฑา พลายด้วง (15 เมษายน 2566) ในอดีตคณะหนึ่งๆจะมีผู้เล่น 3 คน ประกอบด้วยแม่เพลง 1 คน ลูกคู่ 2 คน
แต่ในปัจจุบัน คณะเพลงบอกส่วนใหญ่ มีแม่เพลง 1 คน ลูกคู่ตัวจริง 3 คน และสำรองลูกคู่ 1 คน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. แม่เพลงบอก คือ สมาชิกของคณะเพลงบอกที่ทำหน้าที่หลักขับกลอนเพลงบอก หาก
สำรวจเพลงบอกในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง พบว่า แม่เพลงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 แม่เพลงมุดโต
จากการสัมภาษณ์สมใจ ศรีอู่ทอง (15 เมษายน 2566) กล่าวว่า ในอดีตแม่เพลงจะมีความจำเป็นเลิศ เนื่องจากเมื่อประสบพบเจอเหตุการณ์อะไรด้วยตัวเองก็จะนำเหตุการณ์ที่ได้พบได้ฟังมาแต่เป็นบทกลอนเพลงบอกขึ้นมาทันทีทันใด เรียกว่า “บทกลอนสด”หรือ “บทกลอนมุดโต” สอดคล้องกับวิเชียร ณ นคร (2540) อธิบายความหมายของคำว่า “มุดโต” ไม่ใช่คำไทยแท้แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามาจากภาษาใดบังเอิญไปตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Motto” ซึ่งแปลว่ากลอนสด เช่นกันทั้งนี้เพราะภาคใต้ของไทยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรจึงได้มีชาวต่างประเทศทั้งในทวีปเอเชียและทวีปอื่นๆได้ติดต่อไปมาค้าขายตั้งแต่ โบราณกาล ภาษาของชนชาติต่าง ๆ จึงได้หลั่งไหลเข้ามาสู่ภาคใต้ของไทยฉะนั้นภาษาถิ่นปักษ์ใต้จึงอุดมไปด้วยภาษาต่างชาติ มากมาย อย่างไรก็ตามเพลงบอกมุดโตในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังจึงมีเฉพาะกลุ่มปราชญ์เพลงบอก ได้แก่ เพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง เพลงบอกปรีชา สุขจันทร์ เพลงบอกเทียน ศรีดำ เพลงบอกตาเลี่ยน และเพลงบอกดอกสร้อย เป็นต้น กลุ่มที่ 2 แม่เพลงมีครู แม่เพลงบอกประเภทนี้ เรียกว่า “เพลงบอกศิษย์มีครู” กลุ่มนี้เมื่อสนใจหรือชอบที่จะเล่นเพลงบอก นอกจากจะหัดว่าหรือหัดขับบทเพลงบอกด้วยตัวเองแล้วก็จะไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์ของแม่เพลงบอกที่มีชื่อเสียงคนใดคนหนึ่งเพื่อขอศึกษากลอนเพลงบอก และความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเพลงบอก ตลอดจนกลเม็ดและไหวพริบต่าง ๆ บางทีก็ติดตามผู้เป็นครูไปเป็นลูกคู่เพื่อที่จะได้มีประสบการณ์กว้างไกลยิ่งขึ้น แม่เพลงบอกประเภทมีครูมักจะมีหลักเกณฑ์ในการขับบทเพลงบอกที่ถูกต้อง โดยบทกลอนเพลงบอกที่ใช้สำหรับเล่นเพลงบอกจะมีที่มาจากปราชญ์ หรือผู้รู้เกี่ยวกับเพลงบอก โดยเพลงบอกมีครูจะไม่สามารถแต่งบทกลอนมุดโตได้ อย่างไรก็ตามในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังส่วนใหญ่เป็นแม่เพลงมีครู ได้แก่ เพลงบอกคฑาวุธ อินทรจันทร์ เพลงบอกอภิสิทธ์ ศรีอู่ทอง เพลงบอกปฐมพงศ์ คงปาน เพลงบอกพรพิพัฒน์ ช่อเชิดชูวงศ์ เพลงบอกสุภาวดี ขำเกิด เป็นต้น จากการสัมภาษณ์ธนวิชญ์ ศิริพงศ์ประพันธ์ (15 เมษายน 2566) ได้กล่าวถึงแม่เพลงมีครูจะเก่งหรือมีชื่อเสียงได้นั้นจะมีความสำคัญอยู่ที่มีครู และมักจะได้รับความนิยมจากผู้ดู ผู้ฟัง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางทั่วไป กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือมักจะประสบผลสำเร็จถึงขนาดยึดเอาการเล่นเพลงบอกเป็นอาชีพได้ นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบที่มีความสำคัญอีกหลายประการคือ
1. ต้องศึกษากลอนเพลงบอกให้รู้อย่างละเอียดลึกซึ้ง จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าแตกฉานจริง ๆ มิใช่รู้เพียงง ๆ ปลาๆ เท่านั้น โดยเฉพาะฉันทลักษณ์ของกลอนชนิดนี้ต้องแม่นยํา และต้องรู้จักท่วงทำนองอย่างดีด้วย
2. มีความสนใจในงานร้อยกรองประเภทอื่น ๆ งานร้อยกรองที่ว่านี้ได้แก่ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และกลบทต่าง ๆ นั่นเอง ทั้งนี้เพราะว่าท่วงทำนองของกลอนและกลบทนำมาใช้ในการแต่งกลอนเพลงบอกได้มาก และสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้จากการสนใจบทร้อยกรองประเภทอื่น ๆ ก็คือ ช่วยให้แม่เพลงบอกรู้จักเลือกสรรใช้คําให้ได้คําที่มีเสียงเสนาะและมีความหมายที่ลึกซึ้งกินใจ
3. มีความสนใจในการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตัวเองอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา วรรณคดี และความรู้เกี่ยวกับสภาพทั่วไปของสังคมชาวบ้านในชนบทตั้งแต่เกิดจนตาย ส่วนเรื่องทั่ว ๆ ไปอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน เช่น ปลากัด ไก่ชน วัวชน ไฟ โป นิทาน พื้นบ้าน วรรณกรรมพื้นบ้าน ตํารายาพื้นบ้าน เป็นต้น ต้องรอบรู้อย่างละเอียดด้วย นอกจากนี้ข้อธรรมะต่าง ๆ และคัมภีร์ชาดกต่าง ๆ ก็มีส่วนช่วยอย่างสำคัญที่จะทำให้ความคิดของแม่ เพลงบอกคมคายและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
4. มีความสนใจและรู้จักบันทึก จดจํา ถ้อยคํา สํานวน ภาษิต และสุภาษิตต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้อยคํา สํานวน ภาษิต และสุภาษิตที่คมคาย จะช่วยให้แม่เพลงบอกผูกคํากลอนขึ้นมาได้แหลมคมและมีความลุ่มลึก ทั้งความคิดของแม่เพลงจะไม่จํากัดอยู่ในกรอบแคบ ๆ
2. ลูกคู่เพลงบอก คือ สมาชิกของคณะเพลงบอกทำหน้าทีร้องรับเพลงบอกซึ่งลูกคู่ของเพลง
บอกคณะหนึ่ง ๆ นั้นมีอย่างน้อยที่สุด 2-3 คน และอย่างมากที่สุดไม่ควรเกิน 4 คน แต่การบริหารจัดการของคณะเพลงบอกในลุ่มน้ำปากพนังส่วนใหญ่ใช้ลูกคู่เพลงบอก 3 คน และสำรองลูกคู่เพลงบอก 1 คน อย่างไรก็ตามลูกคู่เพลงบอก 2 จะทำหน้าที่ร้องรับเพียงอย่างเดียว ส่วนอีก 1 คนจะทำหน้าที่เป็นทั้งลูกคู่และตีฉิ่งให้เข้ากับจังหวะการร้องและการรับด้วย ลูกคู่ที่นักเล่นเพลงบอกถือว่าเป็นดีที่สุดคือ 3 คน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเสียงที่รับนั้นจะพร้อมเพรียงประสานกันดีประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือเสียงที่รับจะไม่เบาจนเกินไปและดังจนเกินไป ลูกคู่นั้นจะต้องเป็นลูกคู่ขาประจำไม่ใช่จะเป็นใครเข้ามาประสมโรงก็ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าลูกคู่ที่รับอยู่ประจำจะรู้ว่าแม่เพลงมีท่วงทำนองการร้องเฉพาะตัวเป็นอย่างไร เมื่อรับจะได้มีช่วงจังหวะที่ดีไม่ขัดเขิน และในบางคราวเมื่อแม่เพลงใช้คําเกินหรือขาดหรือไม่กลมกลืนกัน ลูกคู่ก็อาจจะตัดคําหรือเพิ่มคําหรือเปลี่ยนแปลงคําเสียเล็กน้อยในตอนที่รับก็จะทำให้การร้องและการรับเพลงบอกมีความไพเราะยิ่งขึ้น (อภิสิทธิ์ศรีอู่ทอง, การสัมภาษณ์ครูเพลงบอก, 17 เมษายน 2566) ลูกคู่เพลงบอกลุ่มน้ำปากพนังมีอยู่ 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 คือเป็นลูกคู่โดยตรง เป็นลูกคู่ที่มีหน้าที่รับแต่เพียงอย่างเดียว ประเภทที่ 2 คือผู้ที่มาเป็นศิษย์ฝึกหัดเพลงบอก ลูกคู่ประเภทนี้นอกจากจะมีหน้าที่รับเพลงบอกแล้ว ในบางคราวที่แม่เพลงบอกร้องติดต่อกันนาน ๆ เสียงอาจ จะแหบแห้งหรืออาจจะเหน็ดเหนื่อย ก็อาจจะให้ลูกคู่ที่เป็นศิษย์ร้องแทนก็มี การร้องแทนของลูกคู่ที่เป็นลูกศิษย์นั้น นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยของแม่เพลงแล้ว ยังได้ ประโยชน์อีก ๒ ประการ คือ เป็นการให้ลูกศิษย์ได้ลองแสดงคารมและท่วงทำนองของตัวเองบ้าง จะได้เกิดความเคยชิน และในช่วงที่หยุดพักจะช่วยให้แม่เพลงมีเวลาคิดเอามุขเด็ด ๆ หรือคํากลอนที่มีความคิดและถ้อยคําคมคายไว้เสนอให้ผู้ฟังในช่วงต่อไปอีกด้วย
วิธีการว่าของแม่เพลงและวิธีการรับของลูกคู่ มีแบบฉบับที่แน่นอนตายตัว กล่าวคือเมื่อแม่เพลงร้องจบ วรรคแรก ลูกคู่จะรับว่า “ว่าเอ้ว่าเห” แล้วซ้ำข้อความที่แม่เพลงร้อง 3 พยางค์สุดท้ายถ้าแม่เพลงร้องซ้ำวรรคแรกอีกครั้งหนึ่ง ลูกคู่ก็จะต้องรับว่า “ว่าทอยช่า ช่าเหอ” หรือ “ทอยช่า ช่าเหอ" แล้วซ้ำข้อความ 3 พยางค์สุดท้าย ต่อจากนั้นแม่เพลงก็จะร้องวรรคที่สอง วรรคที่สาม และเมื่อร้องวรรคที่สี่หรือวรรคสุดท้ายจบลง ลูกคู่ก็จะรับโดยซ้ำวรรคสุดท้าย แล้วย้อนกลับไปซ้ำข้อความในวรรคที่สามและวรรคสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง ลูกคู่จะรับเช่นนี้ทุก ๆ บทที่แม่เพลงร้อง ดังตัวอย่าง
การรับลูกคู่อาจจะแทรกวลีหรือถ้อยคำระหว่างจังหวะกลอนที่แม่เพลงกำลังว่าอยู่ได้เพื่อให้ลีลากลอนครึกครื้น สนุกสนาน และช่วยแก้ปัญหาการติดกลอนของแม่เพลงได้วิธีการเช่นนี้ของลูกคู่เรียกว่า “ทอยเพลงบอก”
3) รูปแบบเพลงบอก
เพลงบอกเป็นเพลงพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันแพร่หลายมากในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จากการสัมภาษณ์กลุ่มเพลงบอกในลุ่มน้ำปากพนังในปัจจุบันเพลงบอกแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือ
รูปแบบที่ 1 เพลงบอกดั้งเดิม เป็นเพลงบอกที่มีคณะเพลงบอก 3-4 คน ประกอบด้วย แม่เพลง 1 คน ลูกคู่ 3 คน มือฉิ่ง 1 คน ใช้เครื่องดนตรีประกอบการแสดง 1 ชิ้น คือฉิ่ง ใช้ฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอกหรือบทกลอนเพลงบอกแบบที่ 1-3 แต่ที่ใช้มากที่สุดในปัจจุบันคือแบบที่ 2 อย่างไรก็ตามเพลงบอกดั้งเดิมยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเขตลุ่มน้ำปากพนังทั้งกลุ่มปราชญ์เพลงบอก กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มผู้รู้ และกลุ่มเยาวชน (นพยง วงศ์ศรีแก้ว, การสัมภาษณ์ครูเพลงบอก, 17 เมษายน 2566)
ภาพที่ 3 เพลงบอกดั้งเดิม
รูปแบบที่ 2 เพลงบอกทรงเครื่อง เป็นเพลงบอกที่เกิดจากแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานของเพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง มีแรงจูงซึ่งเกิดจากพลังกดดันปรารถนาที่จะพยายามดิ้นรนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งในการให้ความสำคัญต่อการประสบการณ์ในอดีตในเรื่องเพลงบอก ซึ่งพยายามที่จะเรียนรู้ ค้นคว้า เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ อาศัยประสบการณ์ที่ตัวเองมีอยู่แล้ว เพื่อต้องการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง โดยใช้กระบวนการทางปัญญา ในที่สุดเพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทองก็ได้คิดศิลปะอันทรงคุณค่าของวัฒนธรรมไว้ให้ประจักษ์ต่อภูมิภาคทักษิณโดยผ่านการ ปฏิบัติทดลองเป็นเวลานานพอสมควร จนได้ตกผลึกเป็นงานชิ้นสำคัญในวงการเพลงบอกใต้ โดย การนํารูปแบบเก่ามาประสมประสานกับการคิดค้นใหม่ เป็นนวัตกรรมที่มีสุนทรียภาพ สุนทรียรส ซึ่งเรียกว่า “เพลงบอกทรงเครื่อง”
เพลงบอกทรงเครื่อง เป็นเพลงบอกที่มีคณะเพลงบอก 3-4 คน ประกอบด้วย แม่เพลง 1 คน ลูกคู่และนักดนตรี 3-4 คน ใช้เครื่องดนตรีหนังตะลุงประกอบการแสดงเพื่อเพิ่มเสน่ห์เพลงบอกมากขึ้น ได้แก่ รำมะนาด ลูกแกร็ก โหม่ง และฉิ่ง ใช้ฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอกหรือบทกลอนเพลงบอกแบบที่ 4 อย่างไรก็ตามเพลงบอกทรงเครื่องในเขตลุ่มน้ำปากพนังคือ เพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง (สมใจ ศรีอู่ทอง, การสัมภาษณ์ครูเพลงบอก, 17 เมษายน 2566)
ภาพที่ 4 เพลงบอกทรงเครื่อง
4) เครื่องดนตรีเพลงบอก
เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการขับร้องเพลงบอกเพื่อให้การแสดงเพลงบอกครึกครื้น น่าสนใจ และมีเสน่ห์ สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมมากยิ่งขึ้น จากการสัมภาษณ์เลขา ศรีใส (20 เมษายน 2566) เครื่องดนตรีของเพลงบอกแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน เครื่องดนตรีเพลงเพลงจึงแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 เครื่องดนตรีเพลงบอกดั้งเดิม ในอดีตนิยมใช้เครื่องดนตรี 2 ชนิด ได้แก่ ฉิ่ง จํานวน 1 คู่ โดยจะต้องเลือกฉิ่งที่มีเสียงดี คือเสียงต้องกังวาน และปลายเสียงจะต้องไม่ขาด ฉิ่งที่มีเสียงดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ผสมทองเหลือง เพลงบอกบางคณะจะให้ช่างทองเหลืองทำฉิ่งให้โดยเฉพาะ และกรับ จํานวน 1 คู่ กรับที่ใช้ควรทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะขาม ไม้เคี่ยม ไม้หลุมพอ ไม้ขนุน หรือแก่นไม้ขี้เหล็กก็ได้ เหตุที่ต้องเลือกไม้เนื้อแข็งมาใช้ก็เพราะคงทนแข็งแรง และเสียงดังไพเราะดี
ภาพที่ 5 ฉิ่ง
ภาพที่ 6 กรับ
ต่อมาแม่เพลงบอกนิยมถือพัดด้ามจั่วหรือพัดจีนด้วย พัดด้ามจิ๋วที่แม่เพลงถือเป็นพัดกระดาษ คลี่กางพับเก็บได้ง่ายและรวดเร็ว จุดประสงค์ของการถือพัดชนิดนี้ก็เพื่อให้ดูมีสง่า มีความภูมิฐานสมกับเป็นแม่เพลง และแม่เพลงจะใช้พัดดังกล่าวทำ จงหวะหรือบางคราวก็พัดวีแก้ร้อนหรือถือแก้ขวยเขิน (ซึ่งบางคนถือว่าพัดด้ามจิ้วเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ใช้ประกอบการขับร้องเพลงบอก เพราะถือว่าแม่เพลงใช้พัดดังกล่าวทำจังหวะ ในการขับร้องเพลงบอกไปด้วย) ในปัจจุบันนี้กรับและพัดด้ามจิ๋วได้เลิกใช้ประกอบการขับร้องเพลงบอก จะเป็นด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการขับร้องเพลงบอกจึงเหลืออยู่เพียงนิ่ง 1 คู่ เพื่อให้จังหวะเท่านั้น
กลุ่มที่ 2 เครื่องดนตรีเพลงบอกทรงเรื่อง เครื่องดนตรีเพลงบอกแต่เดิมนั้นใช้ฉิ่งเพียงอย่างเดียวในการละเล่นเพลงบอก ต่อมาเพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง เพลงบอกให้ชื่อใหม่ว่า “เพลงบอกทรงเครื่อง” เพื่อเป็นเสน่ห์ของเพลงบอก ขออธิบายเครื่องดนตรีได้น่าเอาเครื่องดนตรีหนังตะลุง ซึ่งเป็นความสามารถส่วนตัวแต่เดิมของท่านมาใช้ในการละเล่น รงเครื่องด้วยภาษาถิ่น ตามคํากล่าวของเพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง โดยณัฎฐวุธ นุราช (2560: 72-76) สรุปดังนี้
1. รํามะนา ทำด้วยท่อนไม้วงกลม กว้างประมาณ ๒๐ นิ้ว กลึงเอาไส้ในออกเหลือเป็นส่วน ขอบรูป
วงกลม ความยาวจากปากไปถึงท่อนท้ายประมาณ 5 นิ้ว หุ้มด้วยหนังวัว อีกข้างหนึ่งปล่อย เวลาเล่นดึงสายเชือกที่หุ้มที่เรียกว่า คิ้วนาง ให้เสียงออกมาไพเราะกลมกลืนรับกับเสียงฆ้องโหม่ง วิธีการเล่น ใช้ขอบรํามะนาวางบนตักผู้เล่น เอาด้านหน้าที่หุ้มด้วยหนังวัวออก เอาหัวแม่โป้งกดไว้ที่ ขอบด้านใน ส่วนปลายนิ้วมือวางประกบไว้ที่หน้าของรํามะนา เวลาที่ใช้ปลายนิ้วมือตะปบลงไปที่ หน้ากลอง ให้เป็นจังหวะ เสียงของรํามะนาทาได้ ๓ แบบ จึงใช้ชื่อเสียงของเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า“หนุมานทะยานเมฆ ทศกัณฑ์เสกมนต์ พระทศพลห้ามมาร”
ภาพที่ 7 รำมะนา
2. ลูกแกร็ก มีลักษณะเป็นไม้ยาว 1 ศอกกำปั้น ท่อนปลายของไม้มัดรวบไว้ด้วยกะลามะพร้าว
ข้างบนใช้เชือกฝางทำเป็นพู่เพื่อความสวยงามทั้ง 2 อัน ในกะละมะพร้าวบรรจุไว้ด้วยเมล็ดถั่วทราย หรือกรวดทราย เวลากระตุกหรือแร่ง เมล็ดถั่วจะกระทบกะลามะพร้าวทำให้เกิดเสียง พู่ที่ทำด้วยไหมฟางจะพลิ้วไหวตามแรงกระตุก ทำให้เกิดความสวยงาม เวลาเล่นกระตุกทีละข้างสลับ และมีจังหวะที่เสมอกัน ให้ชื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า “สิงห์โตกระตุกหาง”
ภาพที่ 8 ลูกแกร็ก
3. โหม่ง หรือฆ้องโหม่ง ทำด้วยแผ่นเหล็ก กว้างยาวประมาณ 1 ฟุตคูณวงกลมตรงกลางแผ่นเหล็ก
ถลุงให้เป็นหัววงกลม เวลาตีที่หัววงกลมจะมีเสียงดังกลมกล่อม ตกแต่งเสียงให้พอดีกับเสียงของคนขับร้องเพลงบอก หรือเสียงของแม่เพลง เจาะรูใช้สายเชือกผูกห้อยสำหรับมือจับเวลาใช้งานมีไม้สำหรับตีฆ้องโหม่งยาวประมาณ 1 คืบ ปลายไม้พันไว้ด้วยสายยางจนแน่น ลักษณะการตีให้ตีที่หัววงกลมของฆ้องโหม่ง จะได้เสียงที่ไพเราะและนุ่มนวล ให้ชื่อเสียงดนตรีชนิดนี้ว่า “หรีดหริ่งเรไร กล่อมไพรเมื่อยามค่า”
ภาพที่ 9 โหม่ง หรือฆ้องโหม่ง
4. ฉิ่ง ทำด้วยทองเหลืองตีขึ้นรูให้คล้ายกับดอกชบาบาน ตรงกลางเจาะรูใช้เชือกใส่ทำเป็นมือจับ
เวลาเล่นข้างหนึ่งจับให้หงาย ข้างหนึ่งจับให้คว่ำา เอาข้างที่คว่ำกระแทกลงไปบนขอบของข้างที่หงายเบา ๆ ได้เสียงฉิ่ง ส่วนเสียงฉับให้ประกบลงไปเต็มใบตี ฉิ่ง-ฉับ ให้ได้เสียง และจังหวะสม่ำเสมอกัน อาจจะมีลูกเล่นเป็นบางครั้ง เช่น ให้เสียงออก ฉิ่ง ฉิ่ง-ฉับ อยู่ที่เทคนิคของผู้เล่นแต่ต้องไม่เสียจังหวะให้ชื่อของเสียงของดนตรีชนิดนี้ว่า “ดอกกุหลาบเผยอกลีบรับแสงอรุณ”
ภาพที่ 10 ฉิ่ง
5) เนื้อหาเพลงบอก เพลงบอก มีภารกิจหลักตั้งเดิมคือทำหน้าที่สื่อสารมวลชนในการบอกข่าว จากการสัมภาษณ์เพลงบอกลุ่มน้ำปากพนัง สามารถแบ่งเนื้อหาสำหรับการประพันธ์บทกลอนเพลงบอกได้ 9 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 สังคมและวัฒนธรรม เนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิตและค่านิยม แบบแผนความประพฤติของคนในสังคม ความดี ความประพฤติกริยาที่ควรประพฤติ คำสอนต่างๆรวมทั้งคุณสมบัติที่เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม ให้เป็นจิตใจที่สูง ประณีตและประเสริฐ เช่น บทกลอนชมแม่เรือน บทกลอนวันกตัญญู บทกลอนเกิดมาทดแทนบุญคุณแผ่นดิน บทกลอนปลุกใจตามใจพ่อ บทกลอนพระผู้สถิตในใจนิรันดร์ บทกลอนบุญคุณพ่อแม่ บทกลอนรักนวลสงวนตัว บทกลอนรักเดียวใจเดียว บทกลอนนมแม่นมโค บทกลอนสำนึกความเป็นไทย บทกลอนเยาวชนต้องเป็นคนดี เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 การสดุดีและยกย่องวีรกรรมบุคลสำคัญ ได้แก่ เนื้อหาที่เกี่ยวกับ การสรรเสริญบุคคลที่เป็นผู้เคารพ เช่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี บิดามารดา ครู อาจารย์ ผู้ที่สร้างคุณงามความดีเป็นเกียรติเป็นศรีแก่ชาติ หรือผู้ที่ทำหน้าที่ป้องกัน ประเทศชาติ สละชีพเพื่อชาติ ซึ่งเนื้อหาอาจเป็นการกล่าวสรรเสริญถึงเกียรติคุณหรือวีรกรรม และการแสดงความรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของบุคคลเหล่านี้ เช่น บทกลอนพระมหาราชา บทกลอน12 สิงหาราชินี บทกลอนเทิดทูนพระมหากษัตริย์ บทกลอนเทิดพระเกียรติ บทกลอนถวายอาลัย ร.9 บทกลอนสดุดีสุนทรภู่ เป็นต้น
กลุ่มที่ 3 ศาสนาและความเชื่อ เนื้อหาส่วนหนึ่งของเพลงบอกจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา ซึ่งได้แก่ ศาสดา หลักธรรม คําสั่งสอน ประเพณี ความเชื่อต่าง ๆ รวมทั้งวันสำคัญทางศาสนา เช่นบทกลอนพระพุทธเจ้าออกบวช บทกลอนวันสารทเดือนสิบ บทกลอนฉลองเจดีย์ทราย บทกลอนวันสงกรานต์ บทกลอนทอดผ้าป่า บทกลอนประเพณีลากพระ บทกลอนงานศพ เป็นต้น
กลุ่มที่ 4 เศรษฐกิจการเมืองการปกครอง เนื้อหาเกี่ยวกับสภาพการยังชีพ การค้าขาย และการเมืองการปกครอง มีเนื้อหาประเภทนี้ปรากฏอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเพลงบอกที่แต่งขึ้นในยุคปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสะท้อนปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง นอกจากนี้ยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ราคาสินค้า หัวอกชาวนา กล่าวถึงปัญหาของชาวนาที่ยากจนและเดือดร้อน จากราคาผลผลิตต่ำแต่ต้นทุนการผลิตสูง นอกจากนี้ยังถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง สินค้าอุปโภคก็สูงขึ้น เรื่องการเลือกผู้แทน ได้กล่าวถึงปัญหาของการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้นักการเมืองเข้าไปช่วยกันบริหารประเทศ เช่น บทกลอนเศรษฐกิจพอเพียง บทกลอนสภาพสังคมเมือง บทกลอนหัวอกชาวนา บทกลอนเลือกตั้ง ส.จ. บทกลอนหาเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น
กลุ่มที่ 5 ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า และสถานที่สำคัญ เนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ของชาติที่มีการบันทึกไว้ รวมทั้งเรื่องราวซึ่งมักมีเค้าความเป็นจริง ตํานานเกี่ยวกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ เนื้อหาอาจเป็นการเล่า เหตุการณ์ในอดีตที่ประทับใจ หรือเรื่องราวที่คนในสังคมสนใจ หรือเล่าถึงประวัติ ความเป็นมา เช่น สาเหตุที่สร้าง เนื้อหาดังกล่าวนี้อาจมีความคิดเห็นของผู้แต่ง แทรกอยู่บ้างแต่มักจะเป็นความคิดเห็นที่คล้อยตามค่านิยม หรือกฎเกณฑ์ของสังคมจะไม่มีการขัดแย้งหรือต่อต้านใด ๆ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น เพลงบอกประวัติพระธาตุนคร เพลงบอกประวัติเมืองนคร เพลงบอกตำนานทะเล เพลงบอกเมืองนคร เพลงบอกลุ่มน้ำปากพนัง เป็นต้น
กลุ่มที่ 6 องค์ความรู้ รณรงค์ และประชาสัมพันธ์ข่าวสารปัจจุบัน เนื้อหาเกี่ยวกับการให้ความรู้เรื่องใกล้ตัว โรคระบาด โรคติดต่อ เพื่อให้ผู้ฟังทันโลกทันเหตุการณ์ได้ง่ายขึ้น เช่น บทกลอนโลกร้อน บทกลอนยาเสพติด บทกลอนป้องกันเอดส์ บทกลอนป้องกันโควิด บทกลอนการกินอาหาร เป็นต้น
กลุ่มที่ 7 วันสำคัญอื่นๆ เนื้อหาเกี่ยวกับวันสำคัญที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันนอกเหนือจากวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันครู วันวิชาการ วันเด็ก วันขึ้นปีใหม่ โดยนำมาแต่งเป็นบทกลอนเพลงบอกเพื่อระลึกถึง หรือกล่าวถึงวันสำคัญเหล่านั้น เช่น บทกลอนวันครู บทกลอนวันวิชาการ บทกลอนวันวิวาห์ บทกลอนขึ้นบ้านใหม่ บทกลอนขึ้นปีใหม่ทำไหรกันดี เพลงบอกเกษียณอายุ เป็นต้น
กลุ่มที่ 8 การท่องเที่ยว เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่นิยมและให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งท่องเที่ยวในระดับจังหวัด ของดี ของฝาก ภูมิปัญญาที่โดดเด่น เช่น บทกลอนท่องเที่ยวเมืองคอน บทกลอนตลาดน้ำคลองแดน บทกลอนฉวางมีดี บทกลอนชมตลาดน้ำ เป็นต้น
กลุ่มที่ 9 เบ็ดเตล็ดทั่วๆไป มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวใหม่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต เช่น เพลงบอกอาเซียน เพลงบอก 100 ปีโรงเรียนเบญจมราชูทิศ เพลงบอกเปิดโรงเรียนสูงอายุ เป็นต้น
ประวัติความเป็นมาเพลงบอกของลุ่มน้ำปากพนัง
มณูญ เทพทวี (2536) ได้สรุปที่มาของคำว่าเพลงบอก คําว่าเพลงบอกประกอบด้วยคําว่า "เพลง" กับคําว่า "บอก" คําว่า "บอก...
-
จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีศิลปินเพลงบอกมากที่สุดทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินเพลงบอกลุ่มน้ำปากพนังจ...
-
เพลงบอกเป็นการละเล่นที่มีความสำคัญและมีชื่อเสียงในลุ่มน้ำปากพนัง ประกอบด้วยอำเภอปากพนัง อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ...
-
มณูญ เทพทวี (2536) ได้สรุปที่มาของคำว่าเพลงบอก คําว่าเพลงบอกประกอบด้วยคําว่า "เพลง" กับคําว่า "บอก" คําว่า "บอก...


























