วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

ประวัติความเป็นมาเพลงบอกของลุ่มน้ำปากพนัง

มณูญ เทพทวี (2536) ได้สรุปที่มาของคำว่าเพลงบอก คําว่าเพลงบอกประกอบด้วยคําว่า "เพลง" กับคําว่า "บอก" คําว่า "บอก" ในภาษาไทยถิ่นใต้อาจจะหมายถึงการบอกกล่าวหรือกระบอกก็ได้ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้รู้สันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของชื่อเพลงบอกแตกต่างกันเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกสันนิษฐานว่ามาจากการบอกกล่าวอันเป็นการบอกกล่าวป่าวร้องให้ชาวบ้านทุกละแวกได้ทราบถึงวันขึ้นปีใหม่แล้ว หรือเป็นการบอก เล่าเรื่องราวข่าวสารต่างๆ เช่น บอกข่าวเชิญไปทำบุญกุศลที่นั่นที่นี่ตามเหตุการณ์ ส่วนกลุ่มที่ 2 สันนิษฐานว่า เพลงบอก คือเพลงกระบอก ทั้งนี้เพราะว่าคณะเพลงบอกจะมีกระบอกไม้ไผ่ซึ่งบรรจุน้ำมนต์หรือเหล้าถือไปในวงด้วยเพื่อใช้กระแทกตรงบันไดบ้านปลุกให้เจ้าของบ้านตื่นในตอนกลางคืนก่อนวันสงกรานต์ จึงได้เรียกการละเล่นนี้ว่าเพลงบอกแต่ต่อมาคําว่า “กระ ได้หายไปเพราะชาวปักษ์ใต้ชอบพูดสั้นๆ อย่างไรก็ตามชาวปักษ์ใต้ส่วนใหญ่เชื่อว่าเพลงบอก มาจากการบอกกล่าวอันเป็นความหมายแรกที่กล่าวมาแล้ว สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของ ปรีชา สุขจันทร์ (การสัมภาษณ์ครูเพลงบอก, 8 เมษายน 2566) จะเห็นได้ว่าเพลงบอกเกิดขึ้นจากเพื่อใช้ในการป่าวประกาศเรื่องราวต่างๆ ให้ประชาชนทราบนั่นเอง เหตุผลคือในสมัยโบราณคนที่รู้หนังสืออ่านออก เขียนได้มีน้อย กิจการพิมพ์ก็ไม่แพร่หลาย โดยเฉพาะรายละเอียดการเปลี่ยนปี หรือการประกาศสงกรานต์ประจำปีไม่ได้มีการพิมพ์ปฏิทินอย่างปัจจุบัน นักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาและสืบค้นประวัติความเป็นมาของเพลงบอกในจังหวัดนครศรีธรรมราชต่างมีข้อสันนิษฐานว่าการละเล่นเพลงบอกนิยมเล่นอย่างแพร่หลายมานานแล้ว (ประมาณ 150-200 ปีที่ผ่านมา) สอดคล้องกับงานของ ชวน เพชรแก้ว (2523: 4-5) กล่าวถึงความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดนครศรีธรรมราชและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าความเจริญทางด้านการศึกษา และศิลปวิทยาการเกิดขึ้นที่เมืองตามพรลิงค์ก่อนสมัยสุโขทัยเจริญรุ่งเรือง พ่อขุนรามคำแหงได้นำเอานักปราชญ์ราชบัณฑิต และภิกษุสงฆ์ จากนครศรีธรรมราชไปเผยแพร่ที่กรุงสุโขทัย (วิมล ดำศรี, 2558: 3-6) สอดคล้องกับการสัมภาษณ์ เทียน ศรีดำ เป็นปราชญ์เพลงบอกอำเภอหัวไทร เล่าว่า เนื่องด้วยนครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่ มีจำนวนประชากรเยอะ และมีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่สมัยโบราณก็ชวนให้คิดได้ว่าเพลงบอกน่าจะถือกำเนิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก่อนและแพร่กระจายไปยังจังหวัดอื่นๆใกล้เคียง เช่น จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ตรัง และสงขลา เป็นต้น นอกจากนี้ ท่านขุนมาเทศคดี หรือ กลอน มัลลิกะมาส (2523) เป็นผู้มีองค์ความรู้และความสนใจเกี่ยวกับท้องถิ่นภาคใต้ ได้กล่าวถึงการกำเนิดของเพลงบอกไว้ว่า การละเล่นเพลงบอกเป็นศิลปะของชาวปักต์ใต้โดยแท้ไม่ได้รับเอามาจากที่ใด และการละเล่นชนิดนี้น่าจะเริ่มที่เมืองนครศรีธรรมราชอย่างแน่นอน เพราะเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเก่าแก่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานเป็นพันปีพร้อมกับศิลปวัฒนธรรมและวิชาการต่างๆก็เริ่มต้นที่เมืองนี้เช่นกัน รวมทั้ง พร้อม บุญสุข ได้กล่าวถึงการแสดงเพลงบอกในช่วงเทศกาลตรุษสงกรานต์ ความว่า พอถึงเดือนสี่ต่อกับต้นเดือนห้าซึ่งย่างเข้าเขตตรุษสงกรานต์ ถ้าท่านท่องเที่ยวไปในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง หรือสงขลา ตอนพลบค่ำมักจะได้ยินเสียง เอ้ๆ อ้าๆ ตามละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง นั่นแหละคือเสียง “เพลงบอก” โดยมีการสอบถามจากผู้สันทัดกรณีในเรื่องนี้ได้ความว่า ในระหว่างตรุษสงกรานต์นี้ตามชนบทบ้านนอกโดยทั่วไปแล้วในสมัยก่อน (ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475) มีการเล่นเพลงบอกกันอย่างกว้างขวาง เช่นเดียวกับ สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ ได้บันทึกเรื่องเพลงบอกไว้ว่า เพลงบอกเป็นเพลงพื้นเมืองที่นิยมเล่นแพร่หลายมากที่สุด ในสมัยก่อนเมื่อถึงหน้าสงกรานต์ยังไม่มีปฏิทินบอกสงกรานต์แพร่หลาย แม่เพลงจะนำรายละเอียดเกี่ยวกับสงกรานต์ออกป่าวประกาศแก่ชาวบ้านโดยร้องเป็นเพลงพื้นบ้านมีลูกคู่รับเป็นทำนองเฉพาะ เพลงดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า “เพลงบอก” (วิมล ดำศรี, 2558: 3-6) ประวัติความเป็นมาเพลงบอกของลุ่มน้ำปากพนังในอดีต มนูญ เทพทวี (2536) ได้ศึกษาจากผู้รู้หลายคนโดยการสอบถามจากชาวเพลงบอกรุ่นเก่าและผู้รู้อื่นๆ ประกอบกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สามารถสรุปได้ว่าเพลงบอกเริ่มเกิดขึ้นที่เมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากชาวเพลงบอกรุ่นเก่าก็เป็นชาวเมืองนครศรีธรรมราชแทบทั้งสิ้น เช่น ท่านสงปราชญ์ เจ้าอาวาสวัดเสมาชัย นายช่วย บ้านอยู่ข้างวัดเสมาชัย ตําบลในเมือง นายพานรัก ซึ่งทำงานอยู่ในวังเจ้าพระยานคร ปรีชาควาย บ้านนาสาร ตำบลนาสาร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช นายรุ้ง บานอยู่ ใกล้วัดเพชรจริก ขุนประดิษฐ์ บ้านอยู่ข้างวัดพระนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ขุนชํานาญคดี (ปั้น) ชาวตลาดหามา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช สุขปราชญ์ บ้านมะขามชุม ตำบลท่าวัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จากภูมิลำเนาชาวเพลงบอกรุ่นเก่าดังกล่าวนี้ ทำให้น่าจะเชื่อได้ว่าเพลงบอกน่าจะเริ่มขึ้นในเมืองนครศรีธรรมราชก่อน แล้วแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่ต่างๆรวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังแต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อใดเช่นกัน จากการสอบถามชาวเพลงบอกในพื้นที่อำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอหัวไทร ซึ่งเป็นพื้นที่ในลุ่มน้ำปากพนัง จากการที่ จดจําคําบอกเล่าสืบต่อกันมา ได้รับการบอกกล่าวว่าชาวเพลงบอกที่มีความชํานาญในการเล่นเพลงบอกในอดีตเท่าที่ทราบ ได้แก่ เพลงบอกรอด ตำบลเชียรใหญ่ อำเภอเชียรใหญ่ เพลงบอกเนตร ตำบลท้องลำเจียก อำเภอเชียรใหญ่ เพลงบอกหมอก ตำบลสวนหลวง อำเภอเชียรใหญ่ เพลงบอกช่วย ตำบลเขาพังไกร อำเภอหัวไทร และเพลงบอกปาน ตำบลเขาพังไกร อำเภอหัวไทร นักเพลงบอกเหล่านี้ล้วนมีชีวิตอยู่ในช่วงเดียวกัน โดยเฉพาะเพลงบอกปานนั้นนับว่าเป็นนักเพลงบอกคนหนึ่งที่มีความสามารถเป็นเลิศ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2433 ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งสามารถร้องเพลงบอกได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ดังบทกลอนของ เผียน เพชรคง ที่ว่า เมื่ออายุเข้าปีมีนิสัย ชอบพอใจกาพย์กลอนนอนฝึกฝน เด็กอายุเก้าปีนี้ขอมกล ว่ากลอนต้นได้ดีมีคนชม ตามบ้านจีนเรือนไทยในบ้านตอน เที่ยวว่ากลอนแปลก ๆ แลกขนม กลอนเพลงบอกเลิศดีมีคารม เหมือนมีดคมติดปากมาจากครรภ์ อย่างไรก็ตามการที่เพลงบอกปานสามารถร้องเพลงบอกได้ตั้งแต่มีอายุได้ 5 ปี ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2442 นั้นแสดงว่าในช่วงนั้นเพลงบอกมีการเล่นกันแล้วในท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง และน่าจะได้รับความนิยมแพร่หลาย พอสมควร ดังนั้นในอดีตจึงสันนิษฐานได้ว่าเพลงบอกลุ่มน้ำปากพนังคงจะเกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2442 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสันนิษฐานว่าน่าจะรับแบบอย่างมาจากเมืองนครศรีธรรมราช ในยุคปัจจุบัน สมใจ ศรีอู่ทอง หรือเพลงบอกสมใจ เป็นศิลปินพื้นบ้านยอดเยี่ยมประจำภาคใต้ รางวัลพระพิฆเนศทองราชทาน เชื่อว่าเพลงบอกเป็นการละเล่นพื้นบ้านเก่าแก่ชนิดหนึ่งของนครศรีธรรมราช เกิดขึ้นครั้งแรกที่นครศรีธรรมราชอย่างแน่นอน ชาวเพลงบอกของเมืองนี้มีมากมาย สอดคล้องกับ เนตร ชลารัตรชน์ ได้ยกตัวอย่างนักเลงเพลงบอกรุ่นเก่าที่มีรูปแบบการเล่นเป็นรูปแบบของตัวเอง เช่น นายเรือง นาใน นายควาย ท่านพานรักษ์ นายช่วย เสมาชัย เป็นต้น (สมใจ ศรีอู่ทอง, การสัมภาษณ์ครูเพลงบอก, 7 เมษายน 2566) นอกจากนี้เพลงบอกเอก เสียงเสนาะ เป็นลูกศิษย์ของเพลงบอกดอกสร้อย เสียงเสนาะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้านเพลงบอก โดยได้รับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ได้เล่าความเป็นมาของเพลงบอกว่าในสมัยนั้นอายุ 12-14 ปี พอจะจำความได้มีนักเล่นเพลงบอกมากมายแทบทุกหมู่บ้านเพลง มีงานรื่นเริงที่ไหนผู้คนก็ให้ความสนใจไปดูการประชันเพลงบอกเช่นเดียวกับเพลงบอกดอกสร้อยได้มีโอกาสร้องโต้กับเพลงบอกเผียน (เพลงบอกที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น) ณ วัดโคกพิกุล แม้จะเอาชนะเพลงบอกเผียนไม่ได้ แต่ก็ได้แสดงฝีปากคมคายในการโต้เพลงบอกจนเป็นที่ประทับใจของผู้ชม หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพลงบอกดอกสร้อยจึงเป็นเพลงบอกที่เลี้ยงชีพด้วยการว่าเพลงบอกตามงานต่าง ๆ โดยมีวิธีการ หาเงิน คือ ว่าเพลงบอกให้กับเจ้าภาพจัดงานแล้วนำรายได้มาแบ่งครึ่งกัน โดยในแต่ละงานเพลงบอกดอกสร้อยสามารถหาเงินได้จำนวนมาก เพราะมีเสียงที่ไพเราะกังวาน มีศิลปะในการจูงใจบริจาคโดย ไม่ต้องบังคับ รวมทั้งมีวิธีการว่าเพลงบอกที่แตกต่างจากเพลงบอกทั่วไป คือ มีการว่ากลอนหนังตะลุงกับโนราสอดแทรกเข้าไป ทำให้เกิดความสนุกสนาน หลากรส และหลายทำนอง เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม จึงเชื่อว่าเพลงบอกมีขึ้นที่เมืองนครศรีธรรมราชก่อนที่อื่นอย่างแน่นอน (เอก เสียงเสนาะ, การสัมภาษณ์ครูเพลงบอก, 8 เมษายน 2566) สอดคล้องกับ พระภิกษุดำ ศรีวิเชียร อายุ 89 ปี (พ.ศ.2523) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสามารถหลายด้าน เช่น หมอแผนโบราณ นักเล่นคำตัก หมอทำขวัญนาค และนักเล่นเพลงบอก ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเพลงบอกว่าสมัยอาตมาเด็กๆ มีนักเล่นเพลงบอกที่มีชื่อเสียงหลายคนทั้งรุ่นปราชญ์ครูเพลงบอก และรุ่นหนุ่มสาว ได้มีการประชันในงานรื่นเริง ผู้คนต่างให้ความสนใจและไปดูการประชันอย่างหนาแน่น เพลงบอกจึงเป็นการแสดงอย่างหนึ่งที่มีชื่อเสียงและมีขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราชมาช้านาน (วิมล ดำศรี, 2558: 3-6) สอดคล้องกับบทกลอนเพลงบอกประวัติเพลงบอกเมืองนครศรีธรรมราชของปรีชา สุขจันทร์ (บทกลอนเพลงบอก, 2550)
จากการศึกษาประวัติ ความเป็นมา และคำบอกเล่าของผู้รู้ ปราชญ์เพลงบอก จากเอกสาร งานวิจัย และการสัมภาษณ์ จะยังสรุปไม่ได้แน่ชัดว่าการเล่นเพลงบอกจะมีขึ้นที่ใดและเมื่อไร แต่พอจะได้ข้อคิดและเชื่อได้ว่าเพลงบอกเกิดขึ้นอย่างช้าที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 5 และสันนิษฐานว่าการละเล่นชนิดนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายที่เมืองนครศรีธรรมราชมาอย่างช้านาน เพราะเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเก่าแก่มีประวัติความเป็นมายาวนานเป็นบ่อเกิดของศิลปวัฒนธรรมและวิชาการต่างๆ หลายอย่างเริ่มต้นขึ้นที่นี่รวมทั้งนักเพลงบอกที่มีชื่อเสียงในอดีตซึ่งเป็นที่รู้จักและได้กล่าวถึงความสามารถด้านเพลงบอก เช่น นายเรือง บ้านนาใน, ขุนประดิษฐ์ ปรีชาควาย, นายพานรักษ์ เป็นต้น รวมทั้งนายเนตร ชลารัตน์ ซึ่งถูกกล่าวถึงในบทกลอนเพลงบอกข้างต้นเป็นนักเล่นเพลงบอกรุ่นเก่าของจังหวัดนครศรีธรรมราช และเชื่อว่าเพลงบอกเกิดขึ้นที่เมืองนี้อย่างแน่นอน จากคำสัมภาษณ์ปราชญ์เพลงบอกในปัจจุบันมีนักเพลงบอกที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน เช่น เทียน ศรีดำ, ปรีชา สุขจันทร์, สมใจ ศรีอู่ทอง เพลงบอกตาเลี่ยน และเพลงบอกดอกสร้อย เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

องค์ประกอบเพลงบอก

1)ฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอก กลอนเพลงบอก ดัดแปลงมาจากเพลงพื้นบ้านโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “เพลงเห่ บ้าง “เพลงฉะ” บ้าง และ “แปดบท” บ้าง ในขณะเดียวกัน ณัฏฐวุธ นุราช (2560) กล่าวถึง กลอนเพลงบอกมีฉันทลักษณ์ซึ่งเป็นแบบฉบับของตัวเองที่นิยมแต่งกันทั่วไปมีอยู่หลายแบบ แต่ส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึงกันจะแตกต่างกันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นมีผู้กล่าวถึงฉันทลักษณ์ของเพลงบอกไว้ในหนังสือกลอนเพลงบอกซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2481 ว่า “วิธีว่าเพลงบอกของชาวปักษ์ใต้มีแปลก ๆ ต่าง ๆ ไม่ค่อยลงเป็นแบบเดียวกัน ที่ได้เป็นเช่นนั้นก็เป็นเพราะเพลงชนิดนี้ยังไม่มีเป็นตำรับตําราวางเป็นตัวอย่างตายตัว ใครนึกจะว่าอย่างไรก็ว่าไปตามความพอใจและความถนัดของตน จนกระทั่งแต่งลงพิมพ์ไปแล้วบ้างก็มี เช่น ในหนังสืออุปัชฌายานุสรณ์ที่พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนีที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ. 2478 มีหลายสํานวนล้วนแตกต่างกันคนละทํานองทั้งนั้น จะตัดสินชี้ขาดลงไปว่าของใครแต่งผิดของใครแต่งถูกก็ยาก เพราะไม่มีตําราโบราณที่จะยกมาอ้างเป็นพยาน” ฉันทลักษณ์ของชาวเพลงบอกในอดีตของลุ่มน้ำปากพนัง พิจารณาได้ 3 แบบดังนี้ แบบที่ 1 เป็นรูปแบบกลอนเพลงบอกระยะแรก โดยนายเรือง นาใน มีชีวิตอยู่ราวสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีความสามารถเชิงแปดบทเป็นอันมาก จนได้สมญาว่า “นายเรืองแปดบท ต่อมาขุนประดิษฐ์ได้ดัดแปลงกลอดแปดบทขึ้นเป็นกลอนเพลงบอก เรียกติดปากกันในครั้งนั้นว่า “เพลงบอกขุนประดิษฐ์” ต่อมาด้วยรูปแบบกลอนเพลงบอกยังไม่ลงตัวล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระรัตนธัชมุนี (ม่วง รัตนธัชเถร) เจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช ได้จัดระเบียบกฎเกณฑ์กลอนเพลงบอกขึ้นจนกลายเป็นกลอนเพลงบอกแบบที่ 1 เป็นกลอนเพลงบอก 1 บท ประกอบด้วย 4 วรรค สามวรรคแรกมีจำนวนคําวรรคละ6 คํา ส่วนวรรคสุดท้ายมีจำนวนคำ 4 คํา มีแผนผังบังคับดังนี้
จะเห็นได้ว่าการส่งสัมผัสมีแบบแผนที่แน่นอนตายตัว คือในบทหนึ่งๆ จะมีสัมผัสดังนี้ 1. ตัวสุดท้ายของวรรคแรก จะส่งสัมผัสกับตัวที่ 3 ของวรรคที่ 2 2. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2จะส่งสัมผัสกับตัวที่ 3 ของวรรคที่ 3 3. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 3จะส่งสัมผัสกับตัวที่ 3 ของวรรคที่ 4 ส่วนการสัมผัสระหว่างบท มีการส่งสัมผัสดังนี้ 1. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทแรกจะส่งสัมผัสไปยังตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่2 และตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2 ในบทที่ 3 2. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่ 3 จะส่งสัมผัสไปยังตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่ 4และตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2 ในบทที่ 5 การส่งสัมผัสระหว่างบทจะดำเนินไปอย่างเคร่งครัด เช่นนี้ไปเรื่อยจนจบเนื้อหาฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอก ซึ่งพิจารณาตามแบบที่ 1 นี้เท่าที่พบพอเป็นแบบฉบับได้ คือเพลงบอกเรื่องศาลาโกหกหรือสัจจศาลา ซึ่งเป็นผลงานของท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง) เพลงบอกบทนี้พิมพ์เผยแพร่เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านเจ้าคุณ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2478 โดยวางรูปแบบดังเช่นที่ได้กล่าวมาแล้ว แบบที่ 2 เพลงบอกสร้อย เสียงเสนาะ (เพลงบอกสร้อยหญิง) เป็นนักทอกเพลงบอกในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นศิลปินเพลงบอกที่เริ่มเข้าสู่วงการเพลงบอก ปี พ.ศ.2475- พ.ศ.2488 ได้กล่าวถึงการทอกเพลงบอกอย่างถูกต้องตามแบบแผนดั้งเดิมที่กำหนดไว้ กลอนเพลงบอกมี 4 วรรค แต่ละวรรคมี 5 คำ 6 คำ 7 คำ ก็ได้ไม่ตายตัวแล้วแต่เนื้อหาสาระที่ใช้ขับร้อง แต่สำหรับวรรคลงท้าย 5 คำก็ดี 4 คำก็ได้ ซึ่งหากใช้ 4 คำสำหรับคนที่ไม่ชำนาญในการว่าเพลงบอกจะทอกไม่ลงจังหวะ
แบบที่ 3 ได้แนวทางมาจากหนังสือกลอนเพลงบอกของ“ชาวนครศรีธรรมราช” ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ.2481 กลอนเพลงบอกแบบนี้จัดให้เพลงบอกบทหนึ่ง มี 8 วรรค วรรคที่ 1, 2, 3 มีจำนวนคำวรรคละ 6 คํา วรรคที่ 4 มี 4 คํา วรรคที่ 5, 6, 7 มีจำนวนคำวรรคละ 6 คํา และวรรคที่ 8 มี 4 คํา มีแผนผังบังคับดังนี้
แบบที่ 4 กลอนเพลงบอก 1 บทประกอบด้วย 4 วรรคเช่นเดียวกับแบบที่ 1 แต่จำนวนคําใน 4 วรรคแรกมีจำนวนคําไม่แน่นอนคือมี 5 คําบ้าง 6 คําบ้าง 7 คําบ้าง หรือถึง 10 คําก็มี และวรรคสุดท้ายจะมีจำนวนคํา 5 คําเสมอ มีแผนผังคับดังนี้
การส่งสัมผัสของกลอนเพลงบอกในบทหนึ่ง ๆ ตามแบบที่ 2 จะไม่เคร่งครัดตายตัว เช่นแบบที่ 1 ที่ค่อนข้างส่งสัมผัสแน่นอนก็คือ ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 3 ในทุกบท จะส่งสัมผัสกับ ตัวที่ 4 ในวรรคที่ 4 เสมอไป ส่วนการส่งสัมผัสระหว่างบทก็แตกต่างไปจากแบบที่ 1 เล็กน้อย คือ 1. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทแรก จะส่งสัมผัสไปยังตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2 ในบทที่ 2 2. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่ 2 จะส่งสัมผัสไปยังตัวสุดท้ายของวรรคที่ 4 ในบทที่ 2 และตัวสุดท้ายของวรรคที่ 2 ในบทที่ 4 ต่อจากนั้นการส่งสัมผัสระหว่างบทก็จะดำเนินไปตามข้อ 2 เช่นนี้เรื่อยไปจนจบเนื้อหาฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอกตามแบบที่ 2 ไม่เคร่งครัดจำนวนคําใน 3 วรรคแรก แต่วรรคสุดท้ายจะมีจำนวนคํา 5 คําเสมอ นักแต่งเพลงบอกที่นิยมฉันทลักษณ์แบบนี้ ได้แก่ เพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง เพลงบอกปรีชา สุขจันทร์ และเพลงบอกเทียน ศรีดำ เป็นต้น แบบที่ 4 เพลงบอกทรงเครื่อง หมายถึง เพลงบอกที่เพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทองดัดแปลงขึ้นมีรูปแบบเฉพาะตัวและเครื่องประกอบจังหวะต่าง ๆ อันได้แก่ โหม่ง ฉิ่ง รำมะนา และมาราคัส โดยนำรูปแบบเก่ามาผสมผสานกับการคิดค้นใหม่เป็นนวัตกรรมที่มีสุนทรียภาพ สุนทรียรส (ณัฎฐวุธ นุราช, 2560:19) ซึ่งกลอนเพลงบอก 1 บทประกอบด้วย 4 วรรค วรรคที่1-3 จะมีจำนวนคำ 6 คำ ส่วนวรรคที่ 4 มี 5 คำโดยมีแผนผังคับดังนี้
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกลอนเพลงบอกที่นิยมใช้มากที่สุดคือแบบที่ 2 โดยใช้การแต่กลอนจะใช้ปฏิภาณ กลอนต้น หรือมุดโต สำหรับปราชญ์ที่มีไหวพริบ กลอนเพลงบอกจึงเป็นกลอนที่ซับซ้อนและ ยุ่งยากกว่ากลอนที่ใช้ในการละเล่นอย่างอื่น ผู้ว่ากลอนประเภทนี้จึงต้องมีความรอบรู้ มีไหวพริบ และปฏิภาณดี ทั้งต้องได้รับการฝึกฝนจนแม่นยําในเชิงกลอน ดังนั้นกลอนเพลงบอกที่จะไพเราะหรือไม่นั้นมีหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ (สาวิตร พงศ์วัชร์ 2542 :73) 1. คํากลอนถูกต้องตามแบบฉันทลักษณ์ ของเพลงบอก 2. โวหาร ทักษะ สํานวน มีความคมชัด คมคาย 3. มีสติ ปฏิภาน ไหวพริบ และปัญญาดี ว่องไว 4. จังหวะ ท่วงทำนอง เสียงขึ้นลงเน้นหนักให้แน่นอน 2) คณะเพลงบอก คณะเพลงบอก หมายถึง ผู้ที่มีส่วนร่วมในการละเล่นเพลงบอกซึ่งประกอบด้วย แม่เพลงและลูกคู่ จากการสัมภาษณ์ มณฑา พลายด้วง (15 เมษายน 2566) ในอดีตคณะหนึ่งๆจะมีผู้เล่น 3 คน ประกอบด้วยแม่เพลง 1 คน ลูกคู่ 2 คน แต่ในปัจจุบัน คณะเพลงบอกส่วนใหญ่ มีแม่เพลง 1 คน ลูกคู่ตัวจริง 3 คน และสำรองลูกคู่ 1 คน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. แม่เพลงบอก คือ สมาชิกของคณะเพลงบอกที่ทำหน้าที่หลักขับกลอนเพลงบอก หาก สำรวจเพลงบอกในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง พบว่า แม่เพลงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 แม่เพลงมุดโต จากการสัมภาษณ์สมใจ ศรีอู่ทอง (15 เมษายน 2566) กล่าวว่า ในอดีตแม่เพลงจะมีความจำเป็นเลิศ เนื่องจากเมื่อประสบพบเจอเหตุการณ์อะไรด้วยตัวเองก็จะนำเหตุการณ์ที่ได้พบได้ฟังมาแต่เป็นบทกลอนเพลงบอกขึ้นมาทันทีทันใด เรียกว่า “บทกลอนสด”หรือ “บทกลอนมุดโต” สอดคล้องกับวิเชียร ณ นคร (2540) อธิบายความหมายของคำว่า “มุดโต” ไม่ใช่คำไทยแท้แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามาจากภาษาใดบังเอิญไปตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Motto” ซึ่งแปลว่ากลอนสด เช่นกันทั้งนี้เพราะภาคใต้ของไทยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรจึงได้มีชาวต่างประเทศทั้งในทวีปเอเชียและทวีปอื่นๆได้ติดต่อไปมาค้าขายตั้งแต่ โบราณกาล ภาษาของชนชาติต่าง ๆ จึงได้หลั่งไหลเข้ามาสู่ภาคใต้ของไทยฉะนั้นภาษาถิ่นปักษ์ใต้จึงอุดมไปด้วยภาษาต่างชาติ มากมาย อย่างไรก็ตามเพลงบอกมุดโตในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังจึงมีเฉพาะกลุ่มปราชญ์เพลงบอก ได้แก่ เพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง เพลงบอกปรีชา สุขจันทร์ เพลงบอกเทียน ศรีดำ เพลงบอกตาเลี่ยน และเพลงบอกดอกสร้อย เป็นต้น กลุ่มที่ 2 แม่เพลงมีครู แม่เพลงบอกประเภทนี้ เรียกว่า “เพลงบอกศิษย์มีครู” กลุ่มนี้เมื่อสนใจหรือชอบที่จะเล่นเพลงบอก นอกจากจะหัดว่าหรือหัดขับบทเพลงบอกด้วยตัวเองแล้วก็จะไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์ของแม่เพลงบอกที่มีชื่อเสียงคนใดคนหนึ่งเพื่อขอศึกษากลอนเพลงบอก และความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเพลงบอก ตลอดจนกลเม็ดและไหวพริบต่าง ๆ บางทีก็ติดตามผู้เป็นครูไปเป็นลูกคู่เพื่อที่จะได้มีประสบการณ์กว้างไกลยิ่งขึ้น แม่เพลงบอกประเภทมีครูมักจะมีหลักเกณฑ์ในการขับบทเพลงบอกที่ถูกต้อง โดยบทกลอนเพลงบอกที่ใช้สำหรับเล่นเพลงบอกจะมีที่มาจากปราชญ์ หรือผู้รู้เกี่ยวกับเพลงบอก โดยเพลงบอกมีครูจะไม่สามารถแต่งบทกลอนมุดโตได้ อย่างไรก็ตามในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังส่วนใหญ่เป็นแม่เพลงมีครู ได้แก่ เพลงบอกคฑาวุธ อินทรจันทร์ เพลงบอกอภิสิทธ์ ศรีอู่ทอง เพลงบอกปฐมพงศ์ คงปาน เพลงบอกพรพิพัฒน์ ช่อเชิดชูวงศ์ เพลงบอกสุภาวดี ขำเกิด เป็นต้น จากการสัมภาษณ์ธนวิชญ์ ศิริพงศ์ประพันธ์ (15 เมษายน 2566) ได้กล่าวถึงแม่เพลงมีครูจะเก่งหรือมีชื่อเสียงได้นั้นจะมีความสำคัญอยู่ที่มีครู และมักจะได้รับความนิยมจากผู้ดู ผู้ฟัง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางทั่วไป กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือมักจะประสบผลสำเร็จถึงขนาดยึดเอาการเล่นเพลงบอกเป็นอาชีพได้ นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบที่มีความสำคัญอีกหลายประการคือ 1. ต้องศึกษากลอนเพลงบอกให้รู้อย่างละเอียดลึกซึ้ง จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าแตกฉานจริง ๆ มิใช่รู้เพียงง ๆ ปลาๆ เท่านั้น โดยเฉพาะฉันทลักษณ์ของกลอนชนิดนี้ต้องแม่นยํา และต้องรู้จักท่วงทำนองอย่างดีด้วย 2. มีความสนใจในงานร้อยกรองประเภทอื่น ๆ งานร้อยกรองที่ว่านี้ได้แก่ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และกลบทต่าง ๆ นั่นเอง ทั้งนี้เพราะว่าท่วงทำนองของกลอนและกลบทนำมาใช้ในการแต่งกลอนเพลงบอกได้มาก และสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้จากการสนใจบทร้อยกรองประเภทอื่น ๆ ก็คือ ช่วยให้แม่เพลงบอกรู้จักเลือกสรรใช้คําให้ได้คําที่มีเสียงเสนาะและมีความหมายที่ลึกซึ้งกินใจ 3. มีความสนใจในการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตัวเองอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา วรรณคดี และความรู้เกี่ยวกับสภาพทั่วไปของสังคมชาวบ้านในชนบทตั้งแต่เกิดจนตาย ส่วนเรื่องทั่ว ๆ ไปอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน เช่น ปลากัด ไก่ชน วัวชน ไฟ โป นิทาน พื้นบ้าน วรรณกรรมพื้นบ้าน ตํารายาพื้นบ้าน เป็นต้น ต้องรอบรู้อย่างละเอียดด้วย นอกจากนี้ข้อธรรมะต่าง ๆ และคัมภีร์ชาดกต่าง ๆ ก็มีส่วนช่วยอย่างสำคัญที่จะทำให้ความคิดของแม่ เพลงบอกคมคายและลึกซึ้งยิ่งขึ้น 4. มีความสนใจและรู้จักบันทึก จดจํา ถ้อยคํา สํานวน ภาษิต และสุภาษิตต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้อยคํา สํานวน ภาษิต และสุภาษิตที่คมคาย จะช่วยให้แม่เพลงบอกผูกคํากลอนขึ้นมาได้แหลมคมและมีความลุ่มลึก ทั้งความคิดของแม่เพลงจะไม่จํากัดอยู่ในกรอบแคบ ๆ 2. ลูกคู่เพลงบอก คือ สมาชิกของคณะเพลงบอกทำหน้าทีร้องรับเพลงบอกซึ่งลูกคู่ของเพลง บอกคณะหนึ่ง ๆ นั้นมีอย่างน้อยที่สุด 2-3 คน และอย่างมากที่สุดไม่ควรเกิน 4 คน แต่การบริหารจัดการของคณะเพลงบอกในลุ่มน้ำปากพนังส่วนใหญ่ใช้ลูกคู่เพลงบอก 3 คน และสำรองลูกคู่เพลงบอก 1 คน อย่างไรก็ตามลูกคู่เพลงบอก 2 จะทำหน้าที่ร้องรับเพียงอย่างเดียว ส่วนอีก 1 คนจะทำหน้าที่เป็นทั้งลูกคู่และตีฉิ่งให้เข้ากับจังหวะการร้องและการรับด้วย ลูกคู่ที่นักเล่นเพลงบอกถือว่าเป็นดีที่สุดคือ 3 คน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเสียงที่รับนั้นจะพร้อมเพรียงประสานกันดีประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือเสียงที่รับจะไม่เบาจนเกินไปและดังจนเกินไป ลูกคู่นั้นจะต้องเป็นลูกคู่ขาประจำไม่ใช่จะเป็นใครเข้ามาประสมโรงก็ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าลูกคู่ที่รับอยู่ประจำจะรู้ว่าแม่เพลงมีท่วงทำนองการร้องเฉพาะตัวเป็นอย่างไร เมื่อรับจะได้มีช่วงจังหวะที่ดีไม่ขัดเขิน และในบางคราวเมื่อแม่เพลงใช้คําเกินหรือขาดหรือไม่กลมกลืนกัน ลูกคู่ก็อาจจะตัดคําหรือเพิ่มคําหรือเปลี่ยนแปลงคําเสียเล็กน้อยในตอนที่รับก็จะทำให้การร้องและการรับเพลงบอกมีความไพเราะยิ่งขึ้น (อภิสิทธิ์ศรีอู่ทอง, การสัมภาษณ์ครูเพลงบอก, 17 เมษายน 2566) ลูกคู่เพลงบอกลุ่มน้ำปากพนังมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 คือเป็นลูกคู่โดยตรง เป็นลูกคู่ที่มีหน้าที่รับแต่เพียงอย่างเดียว ประเภทที่ 2 คือผู้ที่มาเป็นศิษย์ฝึกหัดเพลงบอก ลูกคู่ประเภทนี้นอกจากจะมีหน้าที่รับเพลงบอกแล้ว ในบางคราวที่แม่เพลงบอกร้องติดต่อกันนาน ๆ เสียงอาจ จะแหบแห้งหรืออาจจะเหน็ดเหนื่อย ก็อาจจะให้ลูกคู่ที่เป็นศิษย์ร้องแทนก็มี การร้องแทนของลูกคู่ที่เป็นลูกศิษย์นั้น นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยของแม่เพลงแล้ว ยังได้ ประโยชน์อีก ๒ ประการ คือ เป็นการให้ลูกศิษย์ได้ลองแสดงคารมและท่วงทำนองของตัวเองบ้าง จะได้เกิดความเคยชิน และในช่วงที่หยุดพักจะช่วยให้แม่เพลงมีเวลาคิดเอามุขเด็ด ๆ หรือคํากลอนที่มีความคิดและถ้อยคําคมคายไว้เสนอให้ผู้ฟังในช่วงต่อไปอีกด้วย วิธีการว่าของแม่เพลงและวิธีการรับของลูกคู่ มีแบบฉบับที่แน่นอนตายตัว กล่าวคือเมื่อแม่เพลงร้องจบ วรรคแรก ลูกคู่จะรับว่า “ว่าเอ้ว่าเห” แล้วซ้ำข้อความที่แม่เพลงร้อง 3 พยางค์สุดท้ายถ้าแม่เพลงร้องซ้ำวรรคแรกอีกครั้งหนึ่ง ลูกคู่ก็จะต้องรับว่า “ว่าทอยช่า ช่าเหอ” หรือ “ทอยช่า ช่าเหอ" แล้วซ้ำข้อความ 3 พยางค์สุดท้าย ต่อจากนั้นแม่เพลงก็จะร้องวรรคที่สอง วรรคที่สาม และเมื่อร้องวรรคที่สี่หรือวรรคสุดท้ายจบลง ลูกคู่ก็จะรับโดยซ้ำวรรคสุดท้าย แล้วย้อนกลับไปซ้ำข้อความในวรรคที่สามและวรรคสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง ลูกคู่จะรับเช่นนี้ทุก ๆ บทที่แม่เพลงร้อง ดังตัวอย่าง
การรับลูกคู่อาจจะแทรกวลีหรือถ้อยคำระหว่างจังหวะกลอนที่แม่เพลงกำลังว่าอยู่ได้เพื่อให้ลีลากลอนครึกครื้น สนุกสนาน และช่วยแก้ปัญหาการติดกลอนของแม่เพลงได้วิธีการเช่นนี้ของลูกคู่เรียกว่า “ทอยเพลงบอก” 3) รูปแบบเพลงบอก เพลงบอกเป็นเพลงพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันแพร่หลายมากในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จากการสัมภาษณ์กลุ่มเพลงบอกในลุ่มน้ำปากพนังในปัจจุบันเพลงบอกแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 เพลงบอกดั้งเดิม เป็นเพลงบอกที่มีคณะเพลงบอก 3-4 คน ประกอบด้วย แม่เพลง 1 คน ลูกคู่ 3 คน มือฉิ่ง 1 คน ใช้เครื่องดนตรีประกอบการแสดง 1 ชิ้น คือฉิ่ง ใช้ฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอกหรือบทกลอนเพลงบอกแบบที่ 1-3 แต่ที่ใช้มากที่สุดในปัจจุบันคือแบบที่ 2 อย่างไรก็ตามเพลงบอกดั้งเดิมยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเขตลุ่มน้ำปากพนังทั้งกลุ่มปราชญ์เพลงบอก กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มผู้รู้ และกลุ่มเยาวชน (นพยง วงศ์ศรีแก้ว, การสัมภาษณ์ครูเพลงบอก, 17 เมษายน 2566) ภาพที่ 3 เพลงบอกดั้งเดิม
รูปแบบที่ 2 เพลงบอกทรงเครื่อง เป็นเพลงบอกที่เกิดจากแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานของเพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง มีแรงจูงซึ่งเกิดจากพลังกดดันปรารถนาที่จะพยายามดิ้นรนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งในการให้ความสำคัญต่อการประสบการณ์ในอดีตในเรื่องเพลงบอก ซึ่งพยายามที่จะเรียนรู้ ค้นคว้า เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ อาศัยประสบการณ์ที่ตัวเองมีอยู่แล้ว เพื่อต้องการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง โดยใช้กระบวนการทางปัญญา ในที่สุดเพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทองก็ได้คิดศิลปะอันทรงคุณค่าของวัฒนธรรมไว้ให้ประจักษ์ต่อภูมิภาคทักษิณโดยผ่านการ ปฏิบัติทดลองเป็นเวลานานพอสมควร จนได้ตกผลึกเป็นงานชิ้นสำคัญในวงการเพลงบอกใต้ โดย การนํารูปแบบเก่ามาประสมประสานกับการคิดค้นใหม่ เป็นนวัตกรรมที่มีสุนทรียภาพ สุนทรียรส ซึ่งเรียกว่า “เพลงบอกทรงเครื่อง” เพลงบอกทรงเครื่อง เป็นเพลงบอกที่มีคณะเพลงบอก 3-4 คน ประกอบด้วย แม่เพลง 1 คน ลูกคู่และนักดนตรี 3-4 คน ใช้เครื่องดนตรีหนังตะลุงประกอบการแสดงเพื่อเพิ่มเสน่ห์เพลงบอกมากขึ้น ได้แก่ รำมะนาด ลูกแกร็ก โหม่ง และฉิ่ง ใช้ฉันทลักษณ์ของกลอนเพลงบอกหรือบทกลอนเพลงบอกแบบที่ 4 อย่างไรก็ตามเพลงบอกทรงเครื่องในเขตลุ่มน้ำปากพนังคือ เพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง (สมใจ ศรีอู่ทอง, การสัมภาษณ์ครูเพลงบอก, 17 เมษายน 2566)
ภาพที่ 4 เพลงบอกทรงเครื่อง 4) เครื่องดนตรีเพลงบอก เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการขับร้องเพลงบอกเพื่อให้การแสดงเพลงบอกครึกครื้น น่าสนใจ และมีเสน่ห์ สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมมากยิ่งขึ้น จากการสัมภาษณ์เลขา ศรีใส (20 เมษายน 2566) เครื่องดนตรีของเพลงบอกแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน เครื่องดนตรีเพลงเพลงจึงแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เครื่องดนตรีเพลงบอกดั้งเดิม ในอดีตนิยมใช้เครื่องดนตรี 2 ชนิด ได้แก่ ฉิ่ง จํานวน 1 คู่ โดยจะต้องเลือกฉิ่งที่มีเสียงดี คือเสียงต้องกังวาน และปลายเสียงจะต้องไม่ขาด ฉิ่งที่มีเสียงดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ผสมทองเหลือง เพลงบอกบางคณะจะให้ช่างทองเหลืองทำฉิ่งให้โดยเฉพาะ และกรับ จํานวน 1 คู่ กรับที่ใช้ควรทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะขาม ไม้เคี่ยม ไม้หลุมพอ ไม้ขนุน หรือแก่นไม้ขี้เหล็กก็ได้ เหตุที่ต้องเลือกไม้เนื้อแข็งมาใช้ก็เพราะคงทนแข็งแรง และเสียงดังไพเราะดี
ภาพที่ 5 ฉิ่ง
ภาพที่ 6 กรับ ต่อมาแม่เพลงบอกนิยมถือพัดด้ามจั่วหรือพัดจีนด้วย พัดด้ามจิ๋วที่แม่เพลงถือเป็นพัดกระดาษ คลี่กางพับเก็บได้ง่ายและรวดเร็ว จุดประสงค์ของการถือพัดชนิดนี้ก็เพื่อให้ดูมีสง่า มีความภูมิฐานสมกับเป็นแม่เพลง และแม่เพลงจะใช้พัดดังกล่าวทำ จงหวะหรือบางคราวก็พัดวีแก้ร้อนหรือถือแก้ขวยเขิน (ซึ่งบางคนถือว่าพัดด้ามจิ้วเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ใช้ประกอบการขับร้องเพลงบอก เพราะถือว่าแม่เพลงใช้พัดดังกล่าวทำจังหวะ ในการขับร้องเพลงบอกไปด้วย) ในปัจจุบันนี้กรับและพัดด้ามจิ๋วได้เลิกใช้ประกอบการขับร้องเพลงบอก จะเป็นด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการขับร้องเพลงบอกจึงเหลืออยู่เพียงนิ่ง 1 คู่ เพื่อให้จังหวะเท่านั้น กลุ่มที่ 2 เครื่องดนตรีเพลงบอกทรงเรื่อง เครื่องดนตรีเพลงบอกแต่เดิมนั้นใช้ฉิ่งเพียงอย่างเดียวในการละเล่นเพลงบอก ต่อมาเพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง เพลงบอกให้ชื่อใหม่ว่า “เพลงบอกทรงเครื่อง” เพื่อเป็นเสน่ห์ของเพลงบอก ขออธิบายเครื่องดนตรีได้น่าเอาเครื่องดนตรีหนังตะลุง ซึ่งเป็นความสามารถส่วนตัวแต่เดิมของท่านมาใช้ในการละเล่น รงเครื่องด้วยภาษาถิ่น ตามคํากล่าวของเพลงบอกสมใจ ศรีอู่ทอง โดยณัฎฐวุธ นุราช (2560: 72-76) สรุปดังนี้ 1. รํามะนา ทำด้วยท่อนไม้วงกลม กว้างประมาณ ๒๐ นิ้ว กลึงเอาไส้ในออกเหลือเป็นส่วน ขอบรูป วงกลม ความยาวจากปากไปถึงท่อนท้ายประมาณ 5 นิ้ว หุ้มด้วยหนังวัว อีกข้างหนึ่งปล่อย เวลาเล่นดึงสายเชือกที่หุ้มที่เรียกว่า คิ้วนาง ให้เสียงออกมาไพเราะกลมกลืนรับกับเสียงฆ้องโหม่ง วิธีการเล่น ใช้ขอบรํามะนาวางบนตักผู้เล่น เอาด้านหน้าที่หุ้มด้วยหนังวัวออก เอาหัวแม่โป้งกดไว้ที่ ขอบด้านใน ส่วนปลายนิ้วมือวางประกบไว้ที่หน้าของรํามะนา เวลาที่ใช้ปลายนิ้วมือตะปบลงไปที่ หน้ากลอง ให้เป็นจังหวะ เสียงของรํามะนาทาได้ ๓ แบบ จึงใช้ชื่อเสียงของเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า“หนุมานทะยานเมฆ ทศกัณฑ์เสกมนต์ พระทศพลห้ามมาร”
ภาพที่ 7 รำมะนา 2. ลูกแกร็ก มีลักษณะเป็นไม้ยาว 1 ศอกกำปั้น ท่อนปลายของไม้มัดรวบไว้ด้วยกะลามะพร้าว ข้างบนใช้เชือกฝางทำเป็นพู่เพื่อความสวยงามทั้ง 2 อัน ในกะละมะพร้าวบรรจุไว้ด้วยเมล็ดถั่วทราย หรือกรวดทราย เวลากระตุกหรือแร่ง เมล็ดถั่วจะกระทบกะลามะพร้าวทำให้เกิดเสียง พู่ที่ทำด้วยไหมฟางจะพลิ้วไหวตามแรงกระตุก ทำให้เกิดความสวยงาม เวลาเล่นกระตุกทีละข้างสลับ และมีจังหวะที่เสมอกัน ให้ชื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า “สิงห์โตกระตุกหาง”
ภาพที่ 8 ลูกแกร็ก 3. โหม่ง หรือฆ้องโหม่ง ทำด้วยแผ่นเหล็ก กว้างยาวประมาณ 1 ฟุตคูณวงกลมตรงกลางแผ่นเหล็ก ถลุงให้เป็นหัววงกลม เวลาตีที่หัววงกลมจะมีเสียงดังกลมกล่อม ตกแต่งเสียงให้พอดีกับเสียงของคนขับร้องเพลงบอก หรือเสียงของแม่เพลง เจาะรูใช้สายเชือกผูกห้อยสำหรับมือจับเวลาใช้งานมีไม้สำหรับตีฆ้องโหม่งยาวประมาณ 1 คืบ ปลายไม้พันไว้ด้วยสายยางจนแน่น ลักษณะการตีให้ตีที่หัววงกลมของฆ้องโหม่ง จะได้เสียงที่ไพเราะและนุ่มนวล ให้ชื่อเสียงดนตรีชนิดนี้ว่า “หรีดหริ่งเรไร กล่อมไพรเมื่อยามค่า”
ภาพที่ 9 โหม่ง หรือฆ้องโหม่ง 4. ฉิ่ง ทำด้วยทองเหลืองตีขึ้นรูให้คล้ายกับดอกชบาบาน ตรงกลางเจาะรูใช้เชือกใส่ทำเป็นมือจับ เวลาเล่นข้างหนึ่งจับให้หงาย ข้างหนึ่งจับให้คว่ำา เอาข้างที่คว่ำกระแทกลงไปบนขอบของข้างที่หงายเบา ๆ ได้เสียงฉิ่ง ส่วนเสียงฉับให้ประกบลงไปเต็มใบตี ฉิ่ง-ฉับ ให้ได้เสียง และจังหวะสม่ำเสมอกัน อาจจะมีลูกเล่นเป็นบางครั้ง เช่น ให้เสียงออก ฉิ่ง ฉิ่ง-ฉับ อยู่ที่เทคนิคของผู้เล่นแต่ต้องไม่เสียจังหวะให้ชื่อของเสียงของดนตรีชนิดนี้ว่า “ดอกกุหลาบเผยอกลีบรับแสงอรุณ”
ภาพที่ 10 ฉิ่ง 5) เนื้อหาเพลงบอก เพลงบอก มีภารกิจหลักตั้งเดิมคือทำหน้าที่สื่อสารมวลชนในการบอกข่าว จากการสัมภาษณ์เพลงบอกลุ่มน้ำปากพนัง สามารถแบ่งเนื้อหาสำหรับการประพันธ์บทกลอนเพลงบอกได้ 9 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 สังคมและวัฒนธรรม เนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิตและค่านิยม แบบแผนความประพฤติของคนในสังคม ความดี ความประพฤติกริยาที่ควรประพฤติ คำสอนต่างๆรวมทั้งคุณสมบัติที่เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม ให้เป็นจิตใจที่สูง ประณีตและประเสริฐ เช่น บทกลอนชมแม่เรือน บทกลอนวันกตัญญู บทกลอนเกิดมาทดแทนบุญคุณแผ่นดิน บทกลอนปลุกใจตามใจพ่อ บทกลอนพระผู้สถิตในใจนิรันดร์ บทกลอนบุญคุณพ่อแม่ บทกลอนรักนวลสงวนตัว บทกลอนรักเดียวใจเดียว บทกลอนนมแม่นมโค บทกลอนสำนึกความเป็นไทย บทกลอนเยาวชนต้องเป็นคนดี เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 การสดุดีและยกย่องวีรกรรมบุคลสำคัญ ได้แก่ เนื้อหาที่เกี่ยวกับ การสรรเสริญบุคคลที่เป็นผู้เคารพ เช่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี บิดามารดา ครู อาจารย์ ผู้ที่สร้างคุณงามความดีเป็นเกียรติเป็นศรีแก่ชาติ หรือผู้ที่ทำหน้าที่ป้องกัน ประเทศชาติ สละชีพเพื่อชาติ ซึ่งเนื้อหาอาจเป็นการกล่าวสรรเสริญถึงเกียรติคุณหรือวีรกรรม และการแสดงความรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของบุคคลเหล่านี้ เช่น บทกลอนพระมหาราชา บทกลอน12 สิงหาราชินี บทกลอนเทิดทูนพระมหากษัตริย์ บทกลอนเทิดพระเกียรติ บทกลอนถวายอาลัย ร.9 บทกลอนสดุดีสุนทรภู่ เป็นต้น
กลุ่มที่ 3 ศาสนาและความเชื่อ เนื้อหาส่วนหนึ่งของเพลงบอกจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา ซึ่งได้แก่ ศาสดา หลักธรรม คําสั่งสอน ประเพณี ความเชื่อต่าง ๆ รวมทั้งวันสำคัญทางศาสนา เช่นบทกลอนพระพุทธเจ้าออกบวช บทกลอนวันสารทเดือนสิบ บทกลอนฉลองเจดีย์ทราย บทกลอนวันสงกรานต์ บทกลอนทอดผ้าป่า บทกลอนประเพณีลากพระ บทกลอนงานศพ เป็นต้น
กลุ่มที่ 4 เศรษฐกิจการเมืองการปกครอง เนื้อหาเกี่ยวกับสภาพการยังชีพ การค้าขาย และการเมืองการปกครอง มีเนื้อหาประเภทนี้ปรากฏอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเพลงบอกที่แต่งขึ้นในยุคปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสะท้อนปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง นอกจากนี้ยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ราคาสินค้า หัวอกชาวนา กล่าวถึงปัญหาของชาวนาที่ยากจนและเดือดร้อน จากราคาผลผลิตต่ำแต่ต้นทุนการผลิตสูง นอกจากนี้ยังถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง สินค้าอุปโภคก็สูงขึ้น เรื่องการเลือกผู้แทน ได้กล่าวถึงปัญหาของการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้นักการเมืองเข้าไปช่วยกันบริหารประเทศ เช่น บทกลอนเศรษฐกิจพอเพียง บทกลอนสภาพสังคมเมือง บทกลอนหัวอกชาวนา บทกลอนเลือกตั้ง ส.จ. บทกลอนหาเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น
กลุ่มที่ 5 ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า และสถานที่สำคัญ เนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ของชาติที่มีการบันทึกไว้ รวมทั้งเรื่องราวซึ่งมักมีเค้าความเป็นจริง ตํานานเกี่ยวกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ เนื้อหาอาจเป็นการเล่า เหตุการณ์ในอดีตที่ประทับใจ หรือเรื่องราวที่คนในสังคมสนใจ หรือเล่าถึงประวัติ ความเป็นมา เช่น สาเหตุที่สร้าง เนื้อหาดังกล่าวนี้อาจมีความคิดเห็นของผู้แต่ง แทรกอยู่บ้างแต่มักจะเป็นความคิดเห็นที่คล้อยตามค่านิยม หรือกฎเกณฑ์ของสังคมจะไม่มีการขัดแย้งหรือต่อต้านใด ๆ รวมทั้งประวัติความเป็นมาของสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น เพลงบอกประวัติพระธาตุนคร เพลงบอกประวัติเมืองนคร เพลงบอกตำนานทะเล เพลงบอกเมืองนคร เพลงบอกลุ่มน้ำปากพนัง เป็นต้น
กลุ่มที่ 6 องค์ความรู้ รณรงค์ และประชาสัมพันธ์ข่าวสารปัจจุบัน เนื้อหาเกี่ยวกับการให้ความรู้เรื่องใกล้ตัว โรคระบาด โรคติดต่อ เพื่อให้ผู้ฟังทันโลกทันเหตุการณ์ได้ง่ายขึ้น เช่น บทกลอนโลกร้อน บทกลอนยาเสพติด บทกลอนป้องกันเอดส์ บทกลอนป้องกันโควิด บทกลอนการกินอาหาร เป็นต้น
กลุ่มที่ 7 วันสำคัญอื่นๆ เนื้อหาเกี่ยวกับวันสำคัญที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันนอกเหนือจากวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันครู วันวิชาการ วันเด็ก วันขึ้นปีใหม่ โดยนำมาแต่งเป็นบทกลอนเพลงบอกเพื่อระลึกถึง หรือกล่าวถึงวันสำคัญเหล่านั้น เช่น บทกลอนวันครู บทกลอนวันวิชาการ บทกลอนวันวิวาห์ บทกลอนขึ้นบ้านใหม่ บทกลอนขึ้นปีใหม่ทำไหรกันดี เพลงบอกเกษียณอายุ เป็นต้น
กลุ่มที่ 8 การท่องเที่ยว เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่นิยมและให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งท่องเที่ยวในระดับจังหวัด ของดี ของฝาก ภูมิปัญญาที่โดดเด่น เช่น บทกลอนท่องเที่ยวเมืองคอน บทกลอนตลาดน้ำคลองแดน บทกลอนฉวางมีดี บทกลอนชมตลาดน้ำ เป็นต้น
กลุ่มที่ 9 เบ็ดเตล็ดทั่วๆไป มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวใหม่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต เช่น เพลงบอกอาเซียน เพลงบอก 100 ปีโรงเรียนเบญจมราชูทิศ เพลงบอกเปิดโรงเรียนสูงอายุ เป็นต้น

บทบาทเพลงบอกลุ่มน้ำปากพนัง

เพลงบอกเป็นการละเล่นที่มีความสำคัญและมีชื่อเสียงในลุ่มน้ำปากพนัง ประกอบด้วยอำเภอปากพนัง อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราชที่สืบทอดมาเป็นเวลาช้านานจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าเพลงบอกเป็นการละเล่นที่มีบทบาทหลากหลายสอดรับกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมยุคสมัยต่างๆ จากการศึกษาวิเคราะห์ สามารถจำแนกได้ 4 ด้าน 1.บทบาทด้านความบันเทิง ความบันเทิงเป็นความต้องการทางจิตใจของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในสมัยที่ ยังไม่มีเครื่องบันเทิงใจมากมายเช่น ปัจจุบันนี้เพลงบอกเป็นสิ่งบันเทิงชนิดหนึ่ง ซึ่งให้ความสุขและความรื่นรมย์แก่คนในสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวบ้านในลักษณะต่างๆ เช่นการใช้คำผวนภาษาใต้ นิยมนำคำผวนที่มความหมายไปในทางหยาบโลนมาใช้ในการสร้างอารมณ์ขันวิธีหนึ่ง ซึ่งการสอดแทรกลงในบทกลอนเพลงบอกอันเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบโลนโดยตรง ส่วนการใช้คำสองแง่สองมุม เป็นคำที่ชวนให้คิดไปในเรื่องเพศ ในอดีตเรื่องเพศเป็นสิ่งที่สังคมมองว่าน่าละอายไม่สมควรเปิดเผย แม้ว่าในปัจจุบันเป็นสิ่งที้ชเปิดกว้างมากขึ้นแต่การสื่อสารออกมาตรงๆยังเป็นสิ่งที่สังคมยังคงไม่เห็นด้วย เรื่องเพศจึงมักถูกระบายออกมาในรูปแบบการเล่นคำสองแง่สองมุมผ่านบทกลอนเพลงบอก และการล้อเลียนบุคคลเป็นการล้อเลียนได้ทุกเพศทุกวัย นอกจากล้อเลียนบุคคลที่สนิทสนมแล้วยังล้อเลียนบุคคลโดยไม่จำเพาะเจาะจงตัวบุคคลได้อีกด้วย การสอดแทรกลงในเพลงบอกอย่างเหมาะสมเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบโลน และทำให้ความหยาบโลนมีการเสนอในเชิงศิลปะทางภาษา ทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ขัน 2.บทบาทด้านการศึกษา เพลงบอกมีบทบาทในการให้ความรู้แก่ประชาชน ประกอบด้วย 1) ความรู้ทางโลก เช่น การ กำเนิดชีวิต กล่าวถึงการกำเนิดชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งคลอด และการพบเจอกับความตาย เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกำเนิดชีวิตคน และในขณะเดียวกันยังเป็นการกล่อมเกลาจิตใจให้ตระหนักในพระคุณของผู้ให้กำเนิด ส่วนองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์นั้นย่อมเกี่ยวกับบุคคลสำคัญ การกล่าวถึงบุคคลสำคัญส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในบทไหว้ครู โดยนำเอากรณียกิจและเหตุการณ์สำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ขึ้นมากล่าว ซึ่งทำให้ผู้ฟังได้รับความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ อีกทั้งเป็นการปลูกฝังให้ยึดถือพระราชกรณียกิจของบุคคลสำคัญเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตต่อไป นอกจากนี้การให้ความรู้เกี่ยวกับนิทาน ตำนาน และวรรณคดี ปรากฏในลักษณะของเรื่องย่อ เนื้อหาเพียงบางตอน ความรู้ในลักษณะดังกล่าวจะกระตุ้นให้ผู้ฟังสนใจที่จะศึกษานิทาน ตำนาน และวรรณคดีกว้างขวางยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น การให้ความรู้ในตำนานสงกรานต์ เป็นต้น และความรู้เกี่ยวกับประเพณี เพลงบอกในยุคปัจจุบันนิยมเล่นในงานประเพณีต่างๆ นักเพลงบอกจึงมักสอดแทรกเนื้อหาสาระที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณีนั้นๆแก่ผู้ฟังเสมอ เช่น ประวัติความเป็นมา วัตถุประสงค์ คุณค่า แนวทางปฏิบัติ เป็นต้น อันเป็นผลให้ประเพณีที่มีคุณค่าในลุ่มน้ำปากพนังได้สืบทอดอยู่ในสังคมต่อไป เช่น ประเพณีทอดผ้าป่า ประเพณีบวชเณร ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีงานศพ เป็นต้น 2) ความรู้ทางธรรม เป็นการละเล่นเพลงบอกในงานประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ประกอบกับนักเพลงบอกในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังล้วนเป็นพุทธศาสนิกชน บทกลอนเพลงบอกจึงสอดแทรกเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเอาไว้ไว้หลากหลายตามความเหมาะสมกับโอกาสที่เล่นอันเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางด้านพุทธศาสนาให้แก่ผู้ฟัง ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังเข้าถึงพระพุทธศาสนาและก่อให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติ องค์ประกอบของพระรัตนตรัย วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ความหมายเกี่ยวกับศาสนวัตถุ และศาสนสถาน สัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับหลักธรรม หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ความกตัญญูกตเวที ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การสร้างสำนึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี การไม่ลุ่มหลงสุรา ยาเสพติด การรักนวลสงวนตัว เป็นต้น 3.บทบาทด้านการประชาสัมพันธ์ เพลงบอกลุ่มน้ำปากพนังมีบทบาทในการประชาสัมพันธ์หลายด้าน เช่น 1) การโน้มน้าวจิตใจ ของบุคคลให้ร่วมทำบุญหรือช่วยงาน การเล่นเพลงบอกในปัจจุบันส่วนมากจะเป็นงานบุญหรืองานที่ต้องมีการช่วยเหลือกันด้วยเงินทองตามธรรมเนียมที่ต้องมีการช่วยเหลือตามธรรมเนียมที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมา ได้แก่งานทอดกฐินสามัคคี เพื่อหารายเข้าวัด 2) ทำหน้าที่ในการต้อนรับเจ้าภาพในการจัดงานต่างๆ ถือเป็นหน้าที่สำคัญที่จะต้องให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติตามธรรมเนียมเจ้าภาพหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเพลงบอกจะทำหน้าที่ส่วนนี้ในการกล่าวต้อนรับให้กับเจ้าภาพ 3) รณรงค์การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้เห็นคุณค่าและความสำคัญ เช่น หนังตะลุง เพลงบอก มโนราห์ 4) รณรงค์การต่อต้านโรคภัย โดยมีวัตถุประสงค์ในการประชาสัมพันธ์เพื่อรณรงค์ ซึ่งอาจจะเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในโรงเรียน สถานที่สาธารณะ หรือในชุมชน เป็นต้น เพื่อให้เยาวชน ประชาชนทั่วไป และผู้ที่สนใจได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ 4.บทบาทด้านการวิจารณ์ ระบายความกดดัน และการปลอบประโลมใจ เนื่องจากนักเพลงบอกเป็นผู้ใฝ่รู้อีกทั้งเป็นผู้ที่มีสังคมสัมพันธ์สูง ดังนั้นย่อมมีความเข้าใจเกี่ยวกับ สภาพและความเปลี่ยนทางสังคมเป็นอย่างดี และในฐานะที่นักเพลงบอกเป็นสมาชิกของสังคมในลุ่มน้ำปากพนัง จึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสังคมในการวิจารณ์และระบายความกดดันทางสังคมบางประการด้วยการถ่ายทอดออกมาในเพลงบอก ซึ่งจากการวิเคราะห์นี้ปรากฏว่าเพลงบอกลุ่มน้ำปากพนังมีบทบาทในการวิจารณ์และระบายความกดดันทางสังคมในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1) สภาพความไม่มั่นคงทางสังคม โดยระบายถึงความทุกข์ของประชาชน เนื่องจากการไม่ได้รับความปลอดภัยและสวัสดิภาพอันเกิดจากภัยโจรผู้ร้าย ปัญหาทางสังคม การเล่นการพนัน ยาเสพติด เป็นต้น 2) ค่านิยมในการรับสื่อความบันเทิงของประชาชน โดยวิจารณ์ให้เห็นว่าประชาชนในปัจจุบันหันไปนิยมสิ่งบันเทิงใหม่ ๆ จนทำให้สิ่งบันเทิงแบบเก่าซึ่งที่ปรากฏจากการวิเคราะห์นี้คือเพลงบอกได้รับความนิยมน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนมักจะมองเพลงบอกว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ส่วนผู้ใหญ่นั้นยังคงให้ความสนใจต่อเพลงประเภทนี้อยู่แต่ไม่มากเหมือนอย่างในอดีต 3) การศึกษาอบรมด้านการปฏิบัติตนของเยาวชนสตรีปัจจุบัน โดยวิจารณ์ให้เห็นว่าสตรีในปัจจุบันจำนวนมากได้รับการศึกษาอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเพื่อเป็นแม่บ้านแม่เรือนตามแบบอย่างที่เคยปฏิบัติมาแต่โบราณลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจทำให้สตรีต้องดิ้นรนเพื่อการศึกษาและออกไปหางานทำนอกบ้านหรือต่างถิ่น ซึ่งส่งผลให้การศึกษาอบรมของสตรีตามแบบแผนที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณถูกให้ความสำคัญน้อยลงไปมาก

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

กลุ่มศิลปินเพลงบอกลุ่มน้ำปากพนัง

จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีศิลปินเพลงบอกมากที่สุดทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินเพลงบอกลุ่มน้ำปากพนังจนได้รับสมญานามว่าเมืองเพลงบอก นอกจากมีศิลปินเพลงบอกเป็นจำนวนมากแล้ว ศิลปินเพลงบอกที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมชมชอบว่ามีฝีปากคมคายเป็นที่ดีเยี่ยมส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ประกอบด้วย 4 อำเภอ ดังนี้ อำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร อำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จากการหลักฐานเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ศิลปินเพลงบอก สามารถจัดกลุ่มเพลงบอกลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ศิลปินเพลงบอกรุ่นปราชญ์ เป็นเป็นบุคคลที่อยู่ในคณะเพลงบอกทำหน้าที่เป็นแม่เพลงรูปแบบแม่เพลงมุดโต มีความรู้ความเชียวชาญเพลงบอกในฐานะศิลปินแห่งชาติ หรือมีผลงานเพียงพอสำหรับรวบรวบส่งศิลปินแห่งชาติ ผ่านการประชันเพลงบอกจนกลายเป็นนักเพลงบอกที่ได้รับการยอมรับในสังคม มีลูกศิษย์จำนวนหนึ่งที่สามารถตั้งคณะเพลงบอกมืออาชีพได้ และมีการถ่ายทอดทักษะและองค์ความรู้สู่เยาชนอย่างไม่มีแบบแผน จากผลการศึกษานักเพลงบอกในลุ่มน้ำปากพนัง มี1 ศิลปินเพลงบอกรุ่นปราชญ์ จำนวน 4 คน 1. นายสมใจ ศรีอู่ทอง ชื่อในวงการ เพลงบอกสมใจ ศิลปินเพลงบอกรุ่นปราชญ์ อำเภอปากพนัง 086-7806899 2. นายปรีชา สุขจันทร์ ชื่อในวงการ เพลงบอกปรีชา ศิลปินเพลงบอกรุ่นปราชญ์ อำเภอปากพนัง 098-5431426 3. นายเทียน ศรีดำ ชื่อในวงการ เพลงบอกเทียน ศิลปินเพลงบอกรุ่นปราชญ์ อำเภอหัวไทร 080-8128081 4. นายเลี่ยน ชื่อในวงการ เพลงบอกตาเลี่ยน ศิลปินเพลงบอกรุ่นปราชญ์ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 093-7491654 กลุ่มที่ 2 ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้เชี่ยวชาญ เป็นบุคคลที่อยู่ในคณะเพลงบอกทำหน้าที่เป็นแม่เพลงรูปแบบแม่เพลงมีครู มีความรู้ความเชียวชาญเพลงบอกแต่ไม่สามารถแสดงเพลงบอกแบบมุดโตได้ เนื้อหาที่ใช้แสดงเพลงบอกจึงมาจากศิลปินเพลงบอกรุ่นปราชญ์เป็นผู้แต่งบทกลอนให้ใช้สำหรับการแสดงเพลงบอก ผ่านการประชันเพลงบอก การประกวดเพลงบอก มีรางวัลเป็นผลงานบ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญด้านเพลงบอกในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ เป็นต้น และมีคณะเพลงบอกอาชีพเป็นของตัวเองสามารถสร้างรายได้จากเพลงบอกได้ และมีการถ่ายทอดทักษะและองค์ความรู้สู่เยาชนอย่างไม่มีแบบแผน จากผลการศึกษานักเพลงบอกในลุ่มน้ำปากพนัง มีศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 4 คน 1. นายอภิสิทธิ์ ศรีอู่ทอง ชื่อในวงการ เพลงบอกก็อต ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้เชี่ยวชาญ อำเภอปากพนัง 086-6363785 2. นายคฑาวุธ อินทร์จันทร์ ชื่อในวงการ เพลงบอกไผ่ ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้เชี่ยวชาญ อำเภอปากพนัง 063-3276717 3. นายปฐมพงศ์ คงปาน ชื่อในวงการ เพลงบอกลูกหมี ศิลปินเพลงบอกรุ่นกลาง อำเภอปากพนัง 081-6894540 4. นายเอก ดำแจ่ม ชื่อในวงการ เพลงบอกเอก ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้เชี่ยวชาญ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ กลุ่มที่ 3 ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้รู้ เป็นคุณครูสังกัดโรงเรียนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มีองค์ความรู้ด้านเพลงบอก ทำหน้าที่เป็นผู้รวมกลุ่มนักเรียน เยาวชน ที่มีความสนใจเพลงบอกและจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดเพลงบอกอย่างมีแบบแผน สามารถแต่งบทกลอนเพลงบอกเพื่อนำไปสู่เวทีการแสดงและการแข่งขัน ไม่มีคณะเพลงบอกเป็นของตัวเอง แต่ได้รับการยอมรับในฐานะครูผู้สอนกลุ่มเพลงบอกเยาวชนในสถานศึกษา จากผลการศึกษานักเพลงบอกในลุ่มน้ำปากพนัง มีศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้รู้ จำนวน 6 คน 1. นายธนวิชญ์ ศิริพงศ์ประพันธ์ ครูมิว ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้รู้ 2. นางนพยง วงศ์ศรีแก้ว ครูนพยง ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้รู้ 3. นางสาวธนนันท์ ลาภอนันต์ตระกูล ครูบีม ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้รู้ 4. อมรรัตน์ บุญแก้ววรรณ เพลงบอกวลัยลักษณ์ ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้รู้ 5. นางมณฑา พลายด้วง ครูมณฑา ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้รู้ 6. นางสาวอนงค์นาฎ บุญแก้ววรรณ ครูแอ๊ด ศิลปินเพลงบอกรุ่นผู้รู้ กลุ่มที่ 4 ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน เป็นนักเรียนที่อยู่ในคณะเพลงบอกทำหน้าที่เป็นแม่เพลงรูปแบบแม่เพลงมีครู สังกัดโรงเรียนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อายุระหว่าง 14-18 ปี มีองค์ความรู้และประสบการณ์ในการฝึกซ้อม ฝึกอบรม และเข้าร่วมกิจกรรมเพลงบอก ได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนนักศึกษาในโรงเรียนพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จากผลการศึกษานักเพลงบอกในลุ่มน้ำปากพนัง มีศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน จำนวน 18 คน 1. นางสาวสุภาวดี ขำเกิด ชื่อในวงการ เพลงบอกเตย ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอปากพนัง 084-9738830 2. นายพรพิพัฒน์ ช่อเชิดชูวงศ์ ชื่อในวงการ เพลงบอกพรพิพัฒน์ ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอปากพนัง 080-7752712 3. อนัตตา คุระวรณ์ชื่อในวงการ เพลงบอกลูกน้ำ ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอปากพนัง 095-4628440 4. นายณัฐนันท์ ขำเกิด ชื่อในวงการ เพลงบอกณัฐนันท์ ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอปากพนัง 082-5193870 5. อนุชา เพชรสง ชื่อในวงการ เพลงบอกโปเต้ ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอปากพนัง 081-3706763 6. สรศักดิ์ ชูสงคราม ชื่อในวงการ เพลงบอกน้องกร ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอปากพนัง 088-3968410 7. ติณภพ คงแก้ว ชื่อในวงการ เพลงบอกยีนส์ ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอหัวไทร 094-7273888 8. นรินทร์ธร ชุมทอง ชื่อในวงการ เพลงบอกนรินทร์ธร ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอหัวไทร 095-5642036 9. ชาลิสา อุ่นนอก ชื่อในวงการ เพลงบอกชาลิสา ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอหัวไทร 10. เด็กชายเรวัตร พรมทองแก้ว ชื่อในวงการ เพลงบอกเรวัตร ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอหัวไทร 11. จารุกร จอมรัตน์ ชื่อในวงการ เพลงบอกรอยยิ้ม ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอหัวไทร 086-594702 12. เฉลิมชัย รัตนภูมิ ชื่อในวงการ เพลงบอกเฉลิมชัย ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 093-7204042 13. ธรรมรัตน์ นาคเพ็ง ชื่อในวงการ เพลงบอกธรรมรัตน์ ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 096-2024370 14. มะลิษา ปะโพทะสงชื่อในวงการ เพลงบอกมะลิ ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 097-0259667 15. กนกวรรณ พลไชย ชื่อในวงการ เพลงบอกอิง ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 061-9319001 16. ณัฐชัย ใสผูด ชื่อในวงการ เพลงบอกณัฐชัย ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 091-8511261 17. ณัฐพล วัฒนศรี ชื่อในวงการ เพลงบอกลีโอ ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 064-8214291 18. รสริน แซ่เอี้ย ชื่อในวงการ เพลงบอกเชีย ศิลปินเพลงบอกรุ่นเยาวชน อำเภอเชียรใหญ่ 091-8719577

ประวัติความเป็นมาเพลงบอกของลุ่มน้ำปากพนัง

มณูญ เทพทวี (2536) ได้สรุปที่มาของคำว่าเพลงบอก คําว่าเพลงบอกประกอบด้วยคําว่า "เพลง" กับคําว่า "บอก" คําว่า "บอก...